วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทำไมต้องภาษาอังกฤษ

ครูป๊อบอายกับน้องๆ
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเราถึงต้องเรียนภาษาอังกฤษ ก็ในเมื่อโรงเรียนเราก็มีสอนวิชาภาษาอังกฤษกันอยู่ทั่วไปทุกโรงเรียนอยู่นี่พวกเขาคิดอะไรกันอยู่นะ?? เกิดเป็นคนไทย พูดภาษาไทย เขียนหนังสือเอกสารก็ภาษาไทย จะเรียนกันไปมากมายทำไม จะไปต่างประเทศก็แค่ซื้อทัวร์ไป เดี๋ยวไกด์ก็ช่วยแปลทุกอย่างให้เอง หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ฝรั่ง เขาก็มีซับไตเติ้ลให้หมดแล้ว ที่สำคัญเขามีหนังแบบพากย์ไทยให้ดูในโรงกันมาก็ตั้งนาน แล้วแบบนี้ทำไมเรายังต้องเรียนกันเพิ่มเติมด้วยล่ะ เอาแค่เรียนๆ ให้พอผ่านๆ ได้เกรดพอประมาณ แล้วเรียนจบพร้อมเพื่อนก็พอแล้วล่ะมั้ง?



เปลี่ยนความคิดเดิมๆ
ถ้าคุณคิดแบบนี้ เราว่ามันถึงเวลาที่คุณต้องปฏิวัติความคิดของตัวเองซะใหม่แล้ว เพราะภาษาอังกฤษนั้นทำให้คุณเติบโตได้ดีในหน้าที่การงาน นอกจากนี้การที่คุณสามารถอ่านออกเขียนได้ ยังเป็นช่องทางหนึ่ง ที่คุณจะสามารถแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากสื่ออื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย เพราะกระบวนการแปลนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าข้อมูลจะมาถึงคุณได้ บางทีข่าวนั้นอาจจะเก่าเกินไปกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์แล้วก็ได้ ถ้าอยากเป็นคนที่รู้ข่าวสารจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และทันเหตุการณ์ การภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่คุณมองข้ามไม่ได้ และจำเป็นต้องฝึกฝนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในการนำไปใช้งานจริง แต่นั่นยังแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เพราะถ้าหากคุณสามารถฟังและพูดภาษาอังกฤษได้ดี ภาษีคุณดีกว่าคนอื่นอย่างแน่นอน

ประโยชน์ของการเรียนภาษาอังกฤษ
การที่เราจะทำอะไรสักอย่าง เราต้องเห็นว่ามันมีคุณค่า ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะทำมันให้พอผ่านๆ ไป แต่ถ้าเรารู้และมั่นใจว่าสิ่งที่เราลงทุนลงแรงไปนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์งอกเงยขึ้นมาแล้วล่ะก็ เราเองก็ไม่ลังเลที่จะต้องทำสิ่งนั้นๆ ถึงแม้ว่ามันจะต้องทุ่มเททั้งกายและใจ เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการอย่างแน่นอน  ไม่เว้นแม้แต่ประโยชน์ของการเรียนภาษา อังกฤษ  เพื่อที่จะได้มีแรงบันดาลใจในการเพิ่มทักษะการเรียนและสามารถนำไปใช้งานได้จริง จนทำให้เกิดเป็นรายได้ได้ดีอีกด้วย   

ดีอย่างไร??
เริ่มต้นจากประโยชน์เด็ดๆ  เลยก็คือภาษาอังกฤษจะเป็นใบเบิกทางให้เรา ทั้งในเรื่องของการเรียน การทำงาน การทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ เพราะสมัยนี้การเรียนเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาภาษาต่างประเทศ ต่อไปนี้การภาษาอังกฤษจะไม่ได้มีผลแค่เกรดในชั้นเรียนอีกต่อไปแล้ว เพราะในตอนนี้ตามมหา วิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศไทย ได้ให้ความสนใจเรื่องความสามารถทางภาษาของนิสิตและนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น โดยบางคณะของมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีด้วยคะแนนโทเฟล (TOEFL) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นี่ยังไม่รวมบรรดาภาคอินเตอร์ต่างๆ ของทุกมหา วิทยาลัย ที่เปิดรับด้วยคะแนนตัวนี้ ถ้าใครคะแนนดี ไม่จำเป็นต้องสอบก็เข้าเรียนได้เลยล่ะ และล่าสุด คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า ใครที่ต้องการจะเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ต้องยืนผลสอบคะแนนโทเฟล (TOEFL) ด้วยเช่นกัน และต้องยื่นคะแนนทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด ซึ่งเกณฑ์คะแนนที่เขากำหนดเอาไว้ก็สูงเอาการเลยทีเดียว ต่อไปใครจะเป็นหมออังกฤษต้องแม่นนะ และแน่นอนว่ากำลังจะขยายผลการใช้งานนี้กับคณะอื่นๆ อีกด้วย

แม้แต่การทำงาน เดี๋ยวนี้เราจะค้าขายกันเฉพาะในประเทศคงไม่ไหวแล้ว  เพราะตลาดโลกนั้นใหญ่มากส่งผลให้โอกาสทำเงินเข้ากระเป๋ามีเยอะกว่าถ้าหากเราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ โดยเฉพาะใครที่มีคะแนนโทอิก (TOEIC) รับรองได้เลยว่ามีโอกาสได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าคนอื่นด้วย อย่างเช่นบางบริษัทของไทย ถ้าพนักงานคนไหนได้คะแนนโทอิก (TOEIC) มากกว่า 500 คะแนน จะได้ขึ้นเงินเดือนอีก 3000-5000 บาท ถ้าหากใครได้คะแนนสูงกว่า 800 คะแนน เงินเดือนจะขึ้นมากถึง 8000-12000 บาท โดยค่าสมัครสอบอยู่ที่ 1800 บาทเท่านั้น นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่คนวัยทำงานให้ความสนใจกับเจ้าโทอิก (TOEIC) กันมากเป็นพิเศษ

ผลพลอยได้จากการเรียน
ดูตัวอย่างง่ายๆ กับเงินค่าจ้างล่ามกับนักแปลนั้นไม่เท่ากัน สมมติว่าอาทิตย์หน้าจะมีงานประชุมนานาชาติเกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำสมัยสำหรับปี 2017 โดยผู้จัดได้นำนวัตกรรมจากต่างประเทศเข้ามานำเสนอขายให้แก่บริษัทใหญ่ๆ ในไทย ซึ่งตัวแทนจากองค์กรที่เป็นเจ้าของผลงานบินมาขายด้วยตัวเอง แบบนี้คุณอาจจะจำเป็นต้องจ้างล่ามติดตามตัวสักวันหนึ่ง คุณรู้หรือไม่ว่าค่าตัวพวกเขานั้นแพงแค่ไหน ล่ามเหล่านี่ได้รับค่าเหนื่อยวันละ 3000- 25,000 บาท ต่อการแปลภาษาแบบฉับพลันให้คุณภายใน 1 วัน ล่ามมืออาชีพบางคนหาเงินได้มากกว่าเงินเดือนของใครหลายๆ ทั้งเดือนด้วยซ้ำไป แต่ลองมาเปรียบเทียบกับนักแปลเอกสาร ที่ค่าแปลต่อ 1 หน้า นั้นมีราคาอยู่ที่ 300-1,000 บาท ซึ่งไม่ได้หมายความว่าในแต่ละวันจะมีงานเข้ามามากมายนัก เพราะเอกสารส่วนใหญ่มักเป็นข้อมูลจำเพาะ หรือถูกสรุปมาเรียบ ร้อยแล้วนั่นเอง ซึ่งข้อมูลสินค้า 1 ตัว ก็มักจะย่อมาให้ไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ A4 เท่านั้น ดังนั้นรายได้ของล่ามหรือคนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ จึงมักจะสูงกว่าคนที่อ่านเขียนได้


ทำให้เห็นได้ว่าคนที่เรียนห้เก่งและชำนาญจะทำให้มีประสบการณ์ดีๆ ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสดีๆ และแน่นอนว่าย่อมจะทำให้มีรายได้ที่สูงกว่าคนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษแน่นอน  รู้แบบนี้แล้ว เริ่มอยากที่จะเรียนภาษาอังกฤษกันขึ้นมา แล้วหรือยัง ???  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น