วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เรียน IELTS หรือจะอ่านหนังสือเองดี


ระบบการศึกษาของประเทศไทยเราทุกวันนี้ ได้มีการพัฒนาทั้งมาตรฐานการเรียน การสอน รวมทั้งการขยายมหาวิทยาลัยหรือสถาบันทางการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีการกระจายตัวตั้งสถานศึกษาใหม่ ๆ ไปทั่วทั้งประเทศไทย โดย การส่งเสริมจากรัฐบาล อันเป็นความพยายามอย่างหนึ่งเพื่อยกระดับทางการศึกษาของไทย ให้ทัดเทียมต่างประเทศที่ได้ยอมรับว่ามีการพัฒนาในด้านการศึกษาสูง หลักสูตรทางการศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนถูกพัฒนาและนำมาใช้จริงมากมาย อาทิเช่น หลักสูตรอินเตอร์ในระดับปริญญา หรือแม้กระทั้งตั้งแต่ในระดับประถมกันเลยทีเดียว  บางแห่งไม่ว่าจะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ก็ยังคงใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนตลอดหลักสูตร โดยเฉพาะผู้ที่มีความประสงค์ต้องการจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ ที่ต้องมีผลการทดสอบทักษะทางภาษาดังกล่าว ความสำคัญของภาษาอังกฤษจึงเพิ่มมากขึ้นสำหรับนักศึกษายุคปัจจุบันสำหรับการวัดผลทางการศึก ษาเพื่อวัดระดับทักษะทางภาษาอังกฤษที่เรามักได้ยินคุ้นหูกันชุดแบบทดสอบหนึ่งนั้นก็คือ การทดสอบด้วยชุดทดสอบ IELTS นั่นเอง

เหตุผลที่ต้องเรียน IELTS

IELTS ย่อมาจากคำว่า International English Language Testing System เป็นชุดแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะความ สามารถทางภาษาอังกฤษแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันจากนักศึกษาและสถานศึกษาทั่วโลกเพื่อใช้ประกอบการยื่นใบสมัครเข้ารับการคัดเลือกในการศึกษาในระดับต่าง ๆ ก็ดี หรือใช้ในการคัดเลือกผู้มีทักษะทางภาษา อังกฤษเพื่อเข้าทำงานในบริษัทเอกชนที่มีความต้องการผู้มีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ระดับสูงซึ่งกล่าวกันว่าแบบทดสอบทางภาษาอังกฤษ IELTS นี้ เป็นที่ยอมรับจากองค์กรต่างประเทศกว่า 9,000 องค์กรทั่วทุกมุมโลก ด้วยเหตุนี้เอง IELTS จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยเป็นใบเบิกทางหนึ่งให้กับผู้ที่ทำการศึกษาจนเชี่ยวชาญไม่ว่าจะใช้ในการสมัครเข้าสอบในระดับชั้นการศึกษาระดับสูงต่าง ๆ หรือการเข้าสมัครสอบในองค์กร บริษัทเอกชนชั้นนำต่าง ๆ ของโลก  ซึ่ง  IELTS  เพื่อทดสอบนั้นจะเป็นแบบทดสอบทักษะทางภาษาอังกฤษที่จะวัดระดับทั้ง (1) การฟัง (listening) (2) การอ่าน (reading) (3) การเขียน (writing) และการพูด (Speaking) ทั้งนี้ การทดสอบในหมวดต่างๆ จะมีการทดสอบภายในวันเดียวกัน หากแต่การทดสอบการพูด (Speaking) อาจจะสอบต่อกันภายในวันเดียวกันหรือในภายหลังแต่ไม่เกิน 7 วันก็ได้

การทดสอบทั้งสี่หมวดเมื่อรวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบแล้วจะต้องไม่เกิน 3 ชั่วโมง ในแต่ละชุดทดสอบของ IELTS จะมีจำนวนข้อที่ไม่แน่นอนโดยหมวด การฟัง (listening) และการอ่าน (reading) จะมีอยู่ประมาณ 30-40 ข้อ ขึ้นไป สำหรับการเขียน (writing) และการพูด (Speaking) นั้นไม่แน่นอนอยู่ที่เนื้อหาที่จะใช้ทดสอบในแต่ละครั้ง โดยการสมัครทดสอบกับ IELTS นั้น  สามารถสมัครผ่านระบบรับสมัครสอบทาง Online ได้ หรือจะเดินทางไปสมัครเข้าสอบด้วยตนเองที่สถานที่รับสมัครสอบก็ได้เช่นกัน เนื่องจากการทดสอบดังกล่าวถือได้ว่า มีค่าใช้จ่ายในการสมัครเข้าทดสอบที่สูงกว่า การทดสอบแบบอื่นผู้ต้องการเข้าทดสอบจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดก่อนเข้ารับการทดสอบและต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าตนเองจะสามารถทำแบบทดสอบได้เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าสมัครสอบหลาย ๆ รอบ ซึ่งหากรวมค่าเดินทางและเตรียมตัวสอบแล้วอาจจะทะลุหมื่นบาทได้

ความแตกต่างระหว่างเรียนเองกับสถาบันสอนภาษา

หลายคนที่มีความคิดจะเรียน IELTS  ยังคงสงสัยอยู่ว่าการอ่านหนังสือหรือเรียนด้วยตนเองกับ เรียนที่สถาบันสอนภาษาอะไรดีกว่ากัน??  ซึ่งการเรียนนั้น  ข้อดีที่เห็นได้อย่างชัดเจนของการเรียนที่สถาบันสอนภาษานั้นคือได้รับการถ่ายทอดความรู้โดยตรงกับอาจารย์ผู้ชำนาญในการทำข้อสอบและการติวสอบ IELTS รวมทั้งมี “เพื่อนร่วมเรียน” ที่อาจได้ช่วยกันจัดกลุ่ม IELTS ซึ่งเป็นการสภาพแวดล้อม หรือหากคุณต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายหรือไม่มีเวลาเดินทางไปศึกษาที่สถาบันสอนภาษาต่าง ๆ การอ่านหนังสือเตรียมสอบด้วยตนเองก็ยังคงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใครก็สามารถทำได้ โดยในปัจจุบันสถาบันสอบภาษาและติวสอบหลายแห่งจะมีหลักสูตรการสอนภาษาแบบทางไปรษณีย์หรือการส่งเอกสารหนังสือเตรียมสอบมาทางจดหมายเพื่อคุณจะสามารถอ่านหนังสือเตรียมสอบได้ตามขอบข่ายเนื้อหาที่สถาบันสอนภาษากำหนดไว้ วิธีการหรือหลักสูตรนี้ โดยทางสถาบันสอนภาษามักคิดค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าหลักสูตรที่ต้องใช้การเดินทางมาเรียนโดยตรง กับอาจารย์ผู้สอนที่สถาบันทั้งค่าเรียนและค่าเดินทางรวมทั้งเวลาที่เสียไปกับการเดินทางอีกด้วย

อาจจะต้องแลกมาด้วยความอดทนและมีวินัยในตัวเองของผู้เรียนด้วย  ซึ่งในความเป็นจริงนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเรียน IELTS กับสถาบันสอนภาษาหรือติวสอบ IELTS ควบคู่กับการศึกษาด้วยตนเองจากตำราหนังสือเตรียมสอบต่าง ๆ จึงจะได้ผลดีที่สุด หากแต่ถ้าคุณไม่มีเงินเพียงพอที่จะสมัครเรียนกับสถานบันสอนภาษาหรือติวสอบจริง ๆ ตำราการเรียนการสอน IELTS และตัวอย่างข้อสอบ แบบทดสอบต่าง ๆ ก็มีให้ศึกษาอยู่หลายช่องทางในปัจจุบันทั้งจากในระบบอินเทอร์เน็ตตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการลงเนื้อหาให้ความรู้ในเรื่องการทดสอบภาษาอังกฤษด้วยระบบแบบทดสอบ IELTS หรือจะเป็นเอกสารหนังสือ  หนังสือเตรียมสอบ IELTS ที่มีวางขายอยู่มากมายตามท้องตลาดร้านหนัง สือ ไม่ว่าจะจัดทำโดยอาจารย์ชาวต่างประเทศเจ้าของภาษาอังกฤษตัวจริง  หรือตำราจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในภาษา อังกฤษ ซึ่งชาวไทยสามารถนำมาปรับปรุงและถ่ายทอดความรู้เป็นหนังสือให้ผู้อ่านที่เป็นนักศึกษาสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้โดยง่ายกว่าตำราจากเจ้าของภาษาซะอีก รวมทั้งตำราตลอดจนหนังสือที่มีการจัดทำขึ้นโดยสถาบันสอบภาษาและติวสอบต่าง ๆ ที่มีให้คุณเลือกซื้อหาเพื่อนำมาศึกษาด้วยตนเองมากมายหลากหลายเล่ม เพียงแต่คุณมีความอุตสาหะและอดทนพยายามศึกษาเท่านั้น ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


IELTS เพื่อการสอบนั้น จะแบ่งเป็น 9 ระดับด้วยกันเพียงแบ่งให้เห็นถึงระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เข้ารับการทดสอบอย่างชัดเจน การสอบ IELTS จะต้องมีทักษะความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน และจะต้องมีระดับทักษะความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษแบบมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามระเบียบแบบแผนทางภาษานั่นเอง   

วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การเรียนภาษาให้เก่ง

ยิ่งคุณรู้ศัพท์มากเท่าไหร่  ก็จะทำให้คุณสามารถพูดและเข้าใจได้มากขึ้นเท่านั้น เทคนิคในการจดจำคำศัพท์ ที่นิยมคือการพกการ์ดใบเล็กๆ ที่เขียนคำศัพท์ แบบที่มีคำแปลอยู่ด้านหลัง แล้วพกไปกับคุณทุกที่  ที่สำคัญในการเรียนภาษาคือจะต้องฝึกหัดอย่างจริงจัง อย่าแค่ท่องเอาไว้ในใจ ให้พูดหรืออ่านออกมาดังๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อจะได้ฝึกการอ่านออกเสียงของคุณให้เกิดความเคยชิน  และในส่วนของการทำการบ้านคือการฝึกฝนทักษะ ให้เป็นไปอย่างแม่นยำ จนทำให้กลายเป็นความชำนาญ และสามารถทำออกมาได้อย่างอัตโนมัติในที่สุด
               
เรียนให้มีประสิทธิภาพ
การเรียนภาษาให้เก่ง อาจจะต้องหาเวลาทบทวน และทำการบ้านบ่อยๆ ซึ่งสามารถฝึกพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนๆ เป็นประจำจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องให้กันและกันได้ แถมยังทำคุณจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย แล้วลองมองหาจุดอ่อนในการเรียนของตัวเองให้เจอ เพื่อที่จะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้  หากคุณเป็นคนเงียบๆ และไม่ค่อยมีส่วนร่วมในชั้นเรียนก็พยายามบังคับตัวเองให้เลือกที่นั่งแถวหน้าในห้องเรียนและหมั่นตอบคำถามหรือกล้าแสดงความคิดเห็นให้บ่อยขึ้น พยายามหาโอกาสในการใช้ภาษา เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการเรียนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเจ้าของภาษา หรือเช่าหนังที่พูดภาษานั้นๆ มาดูหรือ จะหาแฟนที่เป็นเจ้าของภาษานั้นก็ไม่เลวนะ.. ซึ่งการหันมาทุ่มความสนใจหรือพูดง่ายๆ ก็คือ หายใจเข้าออกก็ให้เป็นภาษานั้นๆ ไปเลย เห็นอะไรก็ให้พูดเป็นคำศัพท์หรือประโยคต่างๆ  ไปพร้อมกับการเรียนรู้ภาษานั้นๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างจริงจัง เต็มที่ถึงขนาดถึงขนาดถ้าฝันได้ก็อาจฝันเป็นภาษานั้นๆ ก็ดีเหมือนกันนะ

ทำลายกำแพงความกลัว
เพื่อทำลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคในการเรียนออกไปให้เร็วที่สุด หากมีปัญหาหรือติดขัดอะไร ก็ต้องสอบถามครูผู้สอนหรือเจ้าของภาษานั้นทันที พยายามอย่าให้ตัวคุณสะดุดอยู่นานเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจทำให้การเรียนเกิดความเบื่อหน่ายได้  ที่สำคัญอย่ากลัวพูดผิดเพราะความกลัวทำให้คุณไม่กล้า และการที่คุณพูดผิดก็ไม่ได้ทำให้โลกแตกหรอกนะ ดีไม่ดี คู่สนทนาอาจจะอยากช่วยเหลือคุณได้   ฝรั่งหลายคนเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วมากเวลาที่เค้ามาเที่ยวเมืองไทย นั่นเป็นเพราะมีความกล้านั่นเอง

หาตัวช่วยฝึกออกเสียง
สำเนียงการพูดอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าสำเนียงเป๊ะๆ  ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสาร ทำให้คู่สนทนาก็ฟังกันเข้าใจมากขึ้น เพราะบางครั้งการเรียนที่ยากนั้นอาจไม่ใช่แค่การเปล่งสำเนียงที่ยากหรือฟังยากเท่านั้น แต่การออกเสียงคำ จะต้องทำให้ถูกตามหลักด้วย ลองมองหาตัวช่วยเพื่อการออกเสียงที่ดี อย่างการใช้ทอล์คกิ้ง ดิคชันนารี หรือจะเปิดดิคบนเว็บแล้วกดรูปลำโพงเพื่อฟังเสียง หรือทางลัดอีกวิธีคือ หาเพื่อนชาวต่างชาติมาคุยด้วยซะเลย จะได้ฝึกการใช้ภาษาอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมานั่งอายเวลาออกเสียงด้วย และแม้คุณจะฝึกพูด แต่ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการฟังด้วย เพราะการฟังไม่ว่าจะเป็นจากคนที่คุณคุยด้วย หรือ การดูตามสื่อต่างๆ จะช่วยทำให้การเรียนของคุณรู้จังหวะการพูด การเลือกใช้คำพูดตามสถานการณ์ และที่สำคัญถ้าสนทนากับคนอื่นจริงๆ การฟังจะช่วยให้คุณคุยกันถูกเรื่อง ไม่ใช่สักแต่ว่าพูดกันคนละเรื่องจะทำให้คู่สนทนาเบื่อได้

ดูหนังฟังเพลงฝรั่งฝึกพูดฝึกร้องตาม
วิธีนี้เบสิคและน่าทำตามที่สุดสำหรับการเรียนและยังฝึกคนเดียวได้ด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฝึกพูดจริงๆ  ลองเลือกซื้อซีดีหนัง soundtrack ในแนวที่คุณชอบดู แรกๆ เปิดดูแบบมีซับไตเติ้ลไปก่อน รอบสองรอบสามก็ฟังแบบไม่มีซับและค่อยๆ ฝึกพูดตามเสียงที่ได้ยิน วิธีนี้น่าทำตามที่สุด เพราะเมื่อต้องการฝึกภาษาจริงๆ คุณสามารถกด pause เพื่อฝึกพูดตามได้นั่นเอง นอกจากนี้การดูคอนเสิร์ต หรือดูมิวสิควีดีโอเพลงฝรั่ง ที่บางเพลงอาจมีเนื้อร้องให้เราได้เห็นคำต่างๆ  ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้การเรียนภาษาสนุกมากขึ้น นอกจากจะได้รู้คำภาษาอังกฤษแล้ว ยังได้ร้องเพลงอีกด้วย ถือว่าเป็นการเรียนที่ผ่อนคลายมากๆ วิธีหนึ่ง หากทำเป็นประจะทำให้คุณรู้สึกรักเรียนมากขึ้น
 

แนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษทุกวันๆ ละ 10 นาที  จะดีมากๆ  หากคุณเรียนภาษามากกว่า 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และนำไปใช้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยู่ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษก็ตาม แต่ก็ยังมีวิธีอีกมากมายที่จะทำให้การเรียนภาษา ต่างประเทศ มีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของคุณได้ ชอบวิธีไหน ถนัดวิธีไหน ลองไปฝึกกันเพราะการเรียนภาษาที่สามให้เก่ง ไม่ได้ฝึกกันวันสองวัน และจะไปซื้อที่ไหนก็ไม่มีขาย อยากได้ต้องฝึกกันเอง บางคนเสียตังค์ไปหลายหมื่นแต่ไม่มีความพยายามพอก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน ในขณะที่บางคนไม่ได้ควักกระเป๋าสตางค์สักบาท แต่สู้อุตส่าห์หาความรู้ด้วยวิธีต่างๆ ก็สามารถทำให้ตัวเองเก่งได้ จะบอกว่าบางครั้งวิธีการ ไม่สำคัญเท่ากับการมีความพยายาม แต่หากมีวิธีการที่ดีและมีความพยายามที่มากพอ เชื่อว่ามันจะออกมาดีมาก

วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การเรียนภาษาให้รุ่ง

แม้ว่าทุกคนจะมีวันหยุดเท่าๆ กันในช่วงปิดเทอมใหญ่แบบนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การอ่านหนังสือได้ไม่เท่ากัน บางทีการอ่านหนังสือมากหรือน้อย การเรียนรุ่งหรือร่วง บางทีก็มาจากทัศนคติของเราที่มีต่อตัวเอง ลองสังเกตดูว่าคนที่ประสบความ สำเร็จ มักจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง มองการไกล รู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีและมีความมั่นใจในตัวเองเสมอ โดยเฉพาะการเรียนภาษาที่เป็นภาษาต่างประเทศ ซึ่งหากคุณไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความขยันที่จะหมั่นฝึกฝนแน่นอนว่าความสำเร็จนั้นอาจคงอีกไกล..มาดูกันว่า แล้วคนแบบไหนที่มักจะเรียนไม่ไหว ซึ่งนิสัยของคนประเภทที่เราจะกล่าวถึงนี้...ซึ่งหากคุณกำลังเป็นอยู่...ก็ควรที่จะรีบเปลี่ยนด่วน!!...

ชอบดูถูกตัวเอง
เชื่อว่ามีอีกหลายคนอาจจะมีความคิดและความเชื่อมาตลอดเวลาว่าตัวเองเรียนม่เก่ง เรียนสู้ใครไม่ได้ และคิดว่าตัวเองไม่สามารถเก่งขึ้นได้มากกว่านี้แล้ว ได้เกรดน้อยก็เหมาะสมแล้ว ทำให้ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร หรือไม่ได้คิดจะปรับปรุงตัวเอง ใครที่อ่านแล้วเห็นภาพตัวเองลอยมาไกลๆ ว่าแบบนี้ใช่ฉันแน่ๆ ขอบอกเลยคุณกำลังดูถูกตัวเองอย่างมาก นอกจากการดูถูกคนอื่นที่ไม่ควรทำแล้ว บอกเลยว่าการดูถูกตัวเองก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำมากๆ เช่นกัน  เพราะนอกจากจะทำให้คุณไม่พัฒนาด้านการเรียนแล้ว อาจจะทำให้น้องๆ กลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองในทุกด้านของชีวิตด้วย  หากต้องการทำให้ตัวเองเรียนให้ดีขึ้น ต้องเลิกดูถูกตัวเองเด็ดขาด

เป็นคนขี้เกียจ
หากบอกว่านิสัยแบบไหนจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนภาษามากที่สุด ก็ต้องบอกเลยว่านิสัยแย่ๆ  อย่างความขี้เกียจนี่ล่ะ...ใช่เลย เพราะความขี้เกียจสามารถทำให้หลายๆ คนไม่ยอมทำอะไร ?? ไม่อ่านหนังสือ ไม่ไปเรียนและไม่ทำโจทย์  แล้วลองคิดดูว่าหากคุณมีความขี้เกียจอยู่ในตัวทุกวัน มีความผัดวันประกันพรุ่งในการอ่านหนังสือและการทำแบบอื่นๆ หากเป็นแบบนี้ไปทุกวันก็คงแย่แน่นอน แต่แม้ว่าจะมีความขยันมากแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งคนเราอาจมีความขี้เกียจเกิดขึ้นได้กับทุกคนเสมอ แถมเอาออกยากอีกต่างหาก การแก้ปัญหาที่ดีอาจจะขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน อย่างการตั้งเป้าหมายให้รางวัลตัวเอง ซึ่งการมีเป้าหมายที่ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ ก็จะช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้คุณหายจากอาการขี้เกียจได้

เป็นคนที่ไม่ตั้งใจ
หากถามว่าเคล็ดลับอะไรที่รุ่นพี่ใช้แนะนำน้องๆ มากที่สุดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย บอกได้เลยว่ามันคือความตั้งใจและความพยายาม ที่สำคัญคือความขยัน ลองคิดดูว่าหากคุณไม่มีความตั้งในทุกๆ เรื่องแล้ว  จะเกิดผลอะไรบ้าง เพราะหากไปเรียนแล้วไม่ตั้งใจเรียน และไม่ยอมตั้งใจอ่านหนังสือ หรือทำข้อสอบก็ไม่ตั้งใจทำ ฯลฯ  เริ่มเห็นแล้วใช่ไหมว่าถ้าหากคุณเป็นคนที่ไม่ตั้งใจ จะเกิดผลเสียแค่ไหน ฉะนั้นการที่คุณเป็นคนไม่ตั้งใจกับอะไรเลย อาจจะต้องดูด้วยว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณไม่ตั้งใจเรียนภาษา แล้วความไม่ตั้งใจนี้จะส่งผลเสียอะไรกับคุณบ้าง ถ้าไม่ใช่ช่วงสอบ คุณอาจจะยังไม่ค่อยเห็นข้อเสีย แต่ลองนึกดูว่าถ้าเป็นช่วงสอบปลายภาค หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยหากยังมัวไม่ตั้งใจอยู่ แบบนี้แย่แน่นอน

เป็นคนไม่รับผิดชอบ
การเรียนในห้องเรียน ส่วนใหญ่คุณครูจะให้การบ้านหรืองานที่เตรียมไว้สำหรับเก็บคะแนน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย คุณครูก็จะวัดไม่ได้ว่าตัวนักเรียนสามารถเข้าใจในบทเรียนหรือไม่ และถือเป็นตัววัดเริ่มต้นได้เลยว่าคุณมีความรับผิดชอบมากแค่ไหน ??  ซึ่งหากคุณไม่รับผิดชอบกับเรื่องการเรียนในห้องเรียน ก็อาจจะหมายถึงว่าคุณไม่รับผิดชอบในการอ่านหนังสือสอบด้วย  ซึ่งหากคุณเป็นคนที่ไม่รับผิดชอบในการอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะมีการสอบอีกสักกี่ครั้ง และอยากชะสอบให้ได้คะแนนเต็มมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่รับผิดชอบตัวเองที่จะต้องอ่านหนังสือแม้จะรู้ว่าอ่านแล้วจะทำได้ แต่ก็ไม่ยอมอ่าน บอกเลยว่าคุณก็จะไม่มีทางได้คะแนนเต็มแน่นอน

เป็นคนไม่มีวินัย
นอกจากความตั้งใจในการเรียนที่สำคัญมากๆ แล้ว ความขยันและความมีวินัยในการอ่านหนังสือก็สำคัญมากเช่นกัน  เพราะวินัยในการอ่านหนังสือที่ดี คือการที่น้องๆ แบ่งเวลาสำหรับอ่านหนังสืออย่างสม่ำ เสมอ แม้ว่าจะอ่านวันละนิดหน่อย แต่ตั้งใจไว้ว่าจะอ่านทุกวัน จะทำให้มีวินัยในการอ่าน ทำได้ทุกวันจริงๆ เชื่อว่าคุณจะเก่งขึ้นได้แน่นอน  ลองนึกกลับกันดูว่า ถ้าคุณอ่านวันละนิดหน่อย แต่ตั้งใจไว้ว่าจะอ่านทุกวัน แต่ไม่มีวินัยในการอ่าน เพราะบางวันอ่านบ้าง บางวันไม่อ่านบ้าง ผลจะออกมาเป็นอย่างไร เชื่อเหอะว่าเทอมนั้นผลการเรียนภาษาต้องออกมาร่วงมากกว่ารุ่งแน่นอน  หากใครกำลังเป็นคนที่ไม่มีวินัยอยู่ ก็ต้องรีบปรับปรุงตัวด่วน


เป็นยังไงบ้างคะกับคนนิสัยหลากหลายแบบที่เรานำมาบอกให้ฟัง ว่าหากคุณเป็นคนประเภทใดประเภทหนึ่ง อาจส่งผลทำให้การเรียน ไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน  คนไหนที่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังเข้าข่ายคนประเภทดังกล่าว หรือคิดว่าหากคุณมีนิสัยอะไรจะทำให้การเรียนภาษาร่วงแน่ๆ ก็รีบปรับตัวเองให้ดีขึ้น..เพื่อผลสอบที่ดีและอนาคตของตัวคุณนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การจำศัพท์ภาษาสเปน

ในยุคนี้นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ใครๆก็อยากเก่งภาษาอื่นๆ ด้วย ทำให้หลายๆ คนหันไปเรียน ภาษาฝรั่งเศส เรียนภาษาสเปน เรียนภาษาเยอรมัน  ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบคนอื่นๆอย่างแน่นอน เพราะการใช้ภาษาต่างประเทศในการเรียน หรือการทำงานนั้น ย่อมได้เปรียบหลายอย่าง  โดยเฉพาะในเรื่องของหน้าที่การงานที่อาจจะทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้ามาก กว่าคนที่ไม่รู้ภาษาอีกมาก โดยเฉพาะการภาษาสเปน ที่ปัจจุบันมีคนหันมานิยมเรียนกันมากขึ้น แม้จะเป็นอีกหนึ่งภาษาที่ถือว่ายาก แต่บางคนก็คิดว่าการได้เริ่มเรียนตั้งแต่เริ่มต้น เหมือนกับภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษนั้น ก็คงจะไม่ยากจนเกินไป

ซึ่งองค์ประกอบของการเรียนภาษาอังกฤษหรือ ภาษาสเปนรวมทั้งภาษาต่างประเทศภาษาอื่น ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการรู้ศัพท์เยอะๆ  เพื่อที่จะได้สามารถจับคำศัพท์เหล่านั้นมาสื่อสารให้เป็นประโยค และเพื่อที่คุณจะได้ใช้การเรียงคำจากประโยคที่คล่องขึ้นด้วย นอกจากนี้การเรียนภาษาสเปนจากการเรียนรู้คำศัพท์ จะทำให้สามารถเขียนได้หลากหลายสถานการณ์มากขึ้น  คนจำนวนมากที่เรียนภาษาอังกฤษ หรือภาษาสเปนอาจเผชิญปัญหาเรื่องการจำศัพท์ไม่ได้ จึงทำให้ใช้ภาษาต่างประเทศไม่เก่งสักที  เคล็ดลับในการจำศัพท์ ที่เรานำมาฝากกันมีอะไรบ้างไปดูกันเลย  

จำจากบทความภาษาสเปน
เป็นเคล็ดลับแรกคือการจดจำภาษาสเปนจากการอ่านบทความภาษาสเปนบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือหนังสือภาษาสเปนต่าง ๆ และเมื่ออ่านแล้วก็จะพบว่าจะมีศัพท์ภาษาสเปนบางคำที่คุณอาจไม่รู้ความหมาย ก็สามารถนำไปเปิดหาความหมายและจดจำไว้ การที่คุณหมั่นอ่านบทความบ่อยๆ จะทำให้เจอศัพท์ที่ไม่รู้แล้วนำไปเปิดหาความหมาย ก็จะช่วยให้คุณสามารถจำศัพท์ได้นานกว่าที่จะมานั่งท่องทีละคำอย่างแน่นอน เมื่อเจอศัพท์เหล่านี้อีกครั้งก็ทำให้จดจำได้ว่าเคยเจอมาก่อนในประโยคนี้ หรือในบทความนี้ ซึ่งจะทำให้คุณนึกความหมายออกอย่างรวดเร็ว อีกทั้งภาษาสเปนยังช่วยให้คุณสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำได้ดีขึ้นด้วย เพราะครั้งแรกที่เห็นศัพท์นั้นคุณอาจได้เห็นวิธี การใช้ศัพท์นั้นผ่านประโยคในบทความด้วยนั่นเอง

จำคำศัพท์จากการนำมาใช้บ่อยๆ
การเรียนอย่างเดียวโดยไม่ทบทวนอาจจะทำให้จำได้ยาก แต่หากมีการนำคำศัพท์มาใช้บ่อยๆ อาจจะเป็นตัวช่วยให้การจำศัพท์ง่ายขึ้น  บางคนคิดว่าแต่ละวันเราต่างก็เจอแต่คนไทย พูดภาษาไทยกันหมด จะหาคนสเปนคุยด้วยก็ยาก  แต่ที่จะบอกคือการจะจำคำศัพท์ของการเรียนนั้น อยู่ที่การนำมาใช้พูดคุยเฉพาะกลุ่ม หรือการนำมาใช้บ่อยๆ ที่อาจไม่จำเป็นจะต้องใช้คุยกับฝรั่งเท่านั้น  แต่รวมไปถึงการคิดก่อนจะพูดออกมาเป็นภาษาสเปนให้เกิดความเคยชินในแต่ละวันของการใช้ชีวิตประจำวัน  ซึ่งลักษณะนี้ก็จะช่วยให้จำศัพท์ได้มากขึ้น  นอกจากนี้การจำศัพท์เป็นชุดๆ ศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกัน หรือความหมายตรงข้ามกัน จะช่วยให้สามารถนำศัพท์มาใช้ได้หลากหลายมากขึ้น และจำง่ายขึ้นด้วย หรือจะลองเปลี่ยนไปใช้ศัพท์อื่นๆในชุดเดียวกันก็จะทำให้จดจำได้ง่ายเช่นกัน

จำคำศัพท์จากการจดศัพท์  
ลองพกสมุดจดศัพท์สักเล่มติดตัวดูสิ เมื่อเจอศัพท์ใหม่ ๆ ของภาษาสเปนที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็ให้จดศัพท์เหล่านั้น และนำศัพท์ภาษาสเปนที่จดมาทบทวน และทดลองคิดประโยคด้วยการนำศัพท์เหล่านี้ไปใช้ได้ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้จำศัพท์ได้แล้ว  แต่ในการฝึกจำศัพท์ภาษาอังกฤษให้เก่งอีกวิธีการหนึ่งคือการอ่านออกเสียง  ระหว่างที่ท่องศัพท์ภาษาสเปนก็ออกเสียงคำศัพท์ และรูปประโยคที่มีการใช้ศัพท์นั้นออกมาด้วย เพราะการอ่านออกเสียงนั้นจะช่วยให้สมองสามารถจดจำศัพท์ได้ดีกว่าการอ่านในใจเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเป็นการทำให้คุณสามารถเขียนศัพท์นั้นออกมาได้ถูกต้องมากขึ้น 

อย่าคาดหวังจากการรีบร้อน
และในความเป็นจริงแล้วจากการที่หลายๆ คนล้มเหลวในการเรียน ทำให้ล้มเลิกความตั้งใจ ส่วนหนึ่งมาจากความรีบร้อน คาดหวังว่าจะต้องจำศัพท์ได้ ต้องใช้ภาษาให้คล่องระยะเวลาอันสั้น และเมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังอาจทำให้เกิดการท้อ และล้มเลิกความตั้งใจ  แต่การฝึกภาษาสเปนหรือทักษะต่างๆต้องใช้เวลา ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน  แต่ต้องใช้เวลาเป็นปี ในการเรียนและการฝึกฝนรวมทั้งต้องพัฒนา ทบทวนตลอดชีวิต  ถ้าอยากเก่งภาษาสเปนภาษาต้องอย่ารีบร้อน ค่อยๆท่องศัพท์ ค่อยๆฝึกไป


การจดจำคำศัพท์จากการเรียนหรือภาษาต่างประเทศด้วยวิธีต่างๆ ที่กล่าวมานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในปัจจุบัน รวมทั้งการนำมาใช้ในการสนทนา การสร้างรูปแบบประโยคต่างๆ ทำให้การเรียนภาษาต่างประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส หรือภาษาสเปน  กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะถ้าหากคุณมีความสามารถในการจดจำคำศัพท์จนสามารถนำมาใช้ในการสนทนาภาษาสเปนหรือภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนต่อ และโอกาสในการทำงานที่ดีแล้ว ยังช่วยให้การพัฒนาภาษาสเปนมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น และจะเป็นประโยชน์มากขึ้นกับตัวคุณนั่นเอง

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เรียนภาษาให้ได้ผล

ในช่วงปิดเทอมบางคนไม่ได้ไปไหนก็อาจจะไปเรียนภาษาเพิ่มเติม และมีน้องๆ หลายคนเลือกใช้เวลาอ่านหนังสือแทนการพักผ่อน บางคนคิดว่าการไปอ่านหนังสือตามต่างจังหวัดกับบรรยากาศชิลๆ  น่าจะช่วยทำให้การอ่านดีขึ้น แต่เชื่อว่าอาจจะคิดผิดแน่นอน.. เพราะการได้ไปเที่ยวพักผ่อนจริงๆ แล้ว แม้จะเอาหนังสือไปมากมาย คงจะหาเวลาอ่านได้ยาก  เพราะอาจจะต้องทำกิจกรรมต่างๆ  ยิ่งไปเที่ยวภูเขา หรือน้ำตก ก็จะมีกิจกรรม เดินป่า พายเรือ หรือล่องแก่ง หากไปทะเล ก็คงจะเล่นน้ำทะเล กินอาหารชิลๆ  เล่นเจ็ทสกี ฯลฯ  กว่าจะกลับถึงห้อง ก็คงจะหลับเป็นตาย ทำให้การทุ่มเทการอ่านหนังสือของคุณช่วงปิดเทอมอาจจะหมดความหมายได้ 

สำหรับใครที่กำลังตั้งใจอยากจะเรียนภาษา ในช่วงปิดเทอม แต่ยังไม่มีความพร้อมเท่าไหร่ รวมทั้งยังคิดว่าความขี้เกียจอยู่ในตัว กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเมื่อรู้สึกขี้เกียจขึ้นมา หรือขี้เกียจอ่านหนังสือรวมทั้งใครที่กำลังง่วงๆ อยู่  วิธีตามนี้จะช่วยให้การขยันเรียนดีขึ้น  เพราะร่างกายรู้สึกสดชื่นและตื่นตัวขึ้น

ลุกขึ้นขยับร่างกายระหว่างเรียน
หากกำลังรู้สึกง่วงๆ ก่อนจะเริ่มเรียน อาการเหนื่อย  ปวดเมื่อยบ้าง และนี่แหละเป็นสาเหตุเริ่มต้นของอาการขี้เกียจ ยิ่งใครนั่งเรียนในท่าเดิมเป็นเวลา นานๆ  ก็คงรู้สึกอยากเปลี่ยนอิริยาบถบ้างแน่ๆ   หากกำลังนั่งเรียน หรืออ่านหนังสืออยู่ท่าเดิมนานๆ หลายชั่วโมง ลองลุกขึ้นขยับแข้งขยับขา หรือพอเรียนครบสักชั่วโมงแล้วลองลุกขึ้นในช่วงเบรกก็ได้ เพื่อเป็นการพักกายระหว่างเรียน ซึ่งจะเป็นการยืดเส้นยืดสายที่นอกจากจะสดชื่นมากขึ้นแล้ว ข้ออ้างที่เคยบอกว่าต้องเรียนจนไม่มีเวลาทำอะไร ก็จะหมดไปด้วย
               
เรียนในห้องที่บรรยากาศผ่อนคลาย
สถานที่ที่เหมาะสมและบรรยากาศที่ดี ไม่อึดอัดจนเกินไป จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนได้มากขึ้น คุณลองนึกเปรียบเทียบดูว่า หากคุณเรียนในห้องที่สะอาดบรรยากาศผ่อนคลาย และทุกอย่างจัดเก็บเป็นระเบียบ เป็นห้องที่มีความเงียบและไม่มีใครพูดคุยกันเสียงดัง  ผิดกับห้องที่รกและสกปรก  มีเสียงคนพูดคุยกันข้ามห้องตลอดเวลา แล้วคิดดูว่าห้องแบบไหนที่จะทำให้คุณเรียนให้เข้าใจ และไม่รู้สึกขี้เกียจมากกว่ากัน

ทำให้เห็นแล้วว่าการเลือกสถานที่ในการเรียนและบรรยากาศในการอ่านหนังสือก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย บางคนอาจจะเปลี่ยนบรรยากาศในการเลือกเรียน หรืออ่านหนังสือนอกบ้านบ้าง เพราะหากเรียนด้วยตัวเองที่บ้าน อาจเห็นสิ่งล่อใจให้เกิดความขี้เกียจขึ้นมาก็ได้  แต่ก็ยังมีอีกบางคนที่เลือกเรียนอยู่บ้านด้วยตัวเอง ซึ่งอาจจะเลือกเรียนแบบออนไลน์ หรือเรียนขั้นพื้นฐานจากการอ่านหนังสือก่อนที่จะไปเทคคอร์ส  แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งที่สำคัญคือการตั้งใจ ซึ่งการมองหาบรรยากาศที่เหมาะกับตัวคุณ เพื่อจะได้มีสมาธิให้มากที่สุด 

ทำไกด์บุ๊ค
ความขี้เกียจอาจเกิดขึ้นจากการที่คนบางคนไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม หรือเพื่ออะไร หรือจะต้องเรียนไปมากแค่ไหนกว่าจะเรียนจบ เพราะเหตุนี้ อาจทำให้คุณจำเป็นต้องมีไกด์บุ๊คเล่มเล็ก นอกเหนือจากการเรียนและหนังสือที่อ่าน ซึ่งอาจใช้เป็นสมุด short note โดยไกด์บุ๊คจะเป็นสมุดที่คุณได้วางแผนแล้วว่าในช่วงเวลาเรียน แต่ละวันสอนกี่เรื่อง และใจความสำคัญของเรื่องนี้คืออะไร คำสำคัญหรือคีย์เวิร์ดของบทนี้คือคำไหน เพราะนอกจากจะทำให้คุณเห็นภาพรวมของการอ่านมากขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้คุณสามารถวางแผนการอ่านได้ง่ายขึ้น มีไกด์บุ๊คแบบนี้ รับรองว่าไม่ขี้เกียจเรียนแน่นอน  ส่วนใครที่เรียนมานานหลายคอร์สมาก อาจจะเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่จะทำให้คุณเริ่มขี้เกียจ แต่พอจะให้หยุดเรียนภาษาก็กลัวว่าจะไปต่อไม่ทัน และแผนที่วางไว้ว่าจะเรียนให้จบคอร์สในเวลาเท่าไหร่ ก็คงพังไปได้ง่ายๆ


วิธีที่จะช่วยให้คุณไม่ขี้เกียจเรียนมากเกินไป ต้องลองหากิจกรรมใหม่ๆ มาทำกันอาจหัดทำโจทย์ หรือเรียน รู้จากแนวอื่นๆ เพิ่มเติม หรือทำแบบฝึกหัดที่ต้องใช้ความคิด ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนกิจกรรมที่สนุกและได้ความรู้  การจดน่าจะเป็นการช่วยให้คุณได้ใช้ความคิดในการตกแต่งประโยคและได้ใช้ความรู้ในการสรุปเนื้อหาไปในตัวอีกด้วย แต่ก็ยังมีอีกหลายเหตุผลที่มักจะมีข้ออ้างให้ตัวเองขี้เกียจ  หากต้องการเรียนห้สนุกและไม่ขี้เกียจไปนานๆ ก็จะต้องมีของเป็นตัวกระตุ้นหรือเรียกง่ายๆ คือ ควรมีการให้รางวัลตัวเองด้วย อาจจะเป็นการให้รางวัลชิ้นใหญ่หากคุณสอบได้ในคะแนนดีๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีกำลังใจในการอ่านหนังสือแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายและสมอง ไม่เหนื่อยล้าเกินไปจากการเรียนภาษาอีกด้วย