วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อ่าน SAT ให้มีประสิทธิภาพ

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้การสอบ SAT ของคุณผ่านไปอย่างรวดเร็วที่คือการที่คุณเรียนรู้หลักการอ่านแบบที่สามารถจดจำและประหยัดเวลาได้มากที่สุด วันนี้เราได้รวมเทคนิคในการอ่านและติว SAT แบบที่คุณสามารถนำไปใช้และเพิ่มทักษะการเรียนรู้ของคุณให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเคล็ดลับอะไรบ้างนั้นไปดูกัน



เน้นอ่านเส้นทางการเดินกลยุทธ์ต่างๆ
ในการอ่านหนังสือเพื่อฝึกซ้อมสำหรับการติวและสอบ SAT นั้น ให้คุณพยายามฝึกซ้อมกลยุทธ์การอ่านหนังสือที่ดี ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ทำให้คุณไม่อัดแน่น กดดัน หรือรวมไปความรู้สึกเครียดได้ มีหลากหลายวิธีที่จะทำให้คุณไม่ต้องรู้สึกกดดันมากเกินไป ไปดูกันเลยว่า ทักษะการอ่านที่เราควรฝึกไว้นั้น มีอะไรบ้าง?

วิธีที่ 1. อ่านในเนื้อหาส่วนสำคัญเป็นอันดับแรก
การที่จะทำให้คุณได้รู้ถึงเส้นหลักและเนื้อเรื่องของหนังสือที่อ่านนั้น คุณควรเน้นการอ่านตรงความคิดคิดหลักหรือใจความสำคัญ เพื่อที่จะทำให้เราไม่กดดันและเป็นการอ่านที่ไม่ต้องเสียเวลามากนัก และยังสามารถเจาะจงเนื้อหาและสรุปได้เลย การอ่านในส่วนสำคัญต่างๆนั้น เพียงแค่คุณอ่านเฉพาะในส่วนของย่อหน้าตรงบทสรุปและประโยคกับประโยคสุดท้ายของแต่ละย่อหน้า เคล็ดลับก็คือ คุณตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ว่าคุณต้องการอ่านเรื่องอะไร เพื่อที่จะจับจุดที่จำเป็นเพื่อที่จะตอบคำถามรายละเอียดที่เราต้องการไว้ได้

วิธีที่ 2. เน้นคำถามที่รายละเอียดเล็กๆไปด้วยพร้อมกับอ่านเนื้อเรื่อง
สำหรับในส่วนของการสอบ SAT ส่วนใหญ่จะเป็นการตอบคำถามแนวข้อๆ เพราะฉะนั้นให้คุณตอบคำถามที่เป็นรายละเอียดๆแต่สำคัญของเนื้อเรื่องก่อน พูดง่ายๆก็คือ เราตอบคำถามในส่วนที่เราสามารถตอบได้ โดยไม่ได้โฟกัสที่เนื้อเรื่องทั้งหมดก่อน ค่อยๆอ่านเนื้อเรื่องไปพร้อมกับตอบคำถามเล็กๆที่เราสามารถตอบได้ก่อน จากนั้นในส่วนที่เป็นคำถามที่ยากเราก็มาเน้นอ่านเนื้อเรื่องแบบเฉพาะเจาะจงเอา เพื่อที่จะได้ให้การทำข้อสอบของคุณเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

วิธีที่ 3. อ่านเนื้อหาแบบเต็มๆ
ถ้าคุณมีความสามารถพิเศษในการที่จะดึงข้อมูลและเนื้อหาออกมาวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่มั่นใจว่าจะไม่ได้ทำให้ระยะเวลาน้อยลง และคุณสามารถที่จะอ่านเนื้อเรื่องด้วยวิธีนี้ได้ภายในระยะ 2-3 นาที ให้คุณลองใช้ดู เพื่อที่จะได้ทำให้คุณได้วิเคราะห์และตอบคำถามออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการใช้วิธีนี้คุณควรที่ตรวจสอบคำตอบให้แน่ใจอีกครั้งด้วย เนื่องจากอาจมีการผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะระยะเวลาที่จำกัดในการจำข้อมูลและเนื้อหานั่นเอง

นอกจากนี้ต้องแนะนำว่าคุณพยายาม อย่าเพิกเฉยต่อคำแนะนำเล็กๆ อย่างเช่น จุดอัพเดทข้อมูลต่างๆ ข้อมูลที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยหรือความรู้ใหม่ๆที่ควรจะจดจำไว้ ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆหรือการแจ้งเตือนจากผู้เขียนและหนังสือที่ไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่ ที่สำคัญ อย่าพยายามละเลยในจุดแจ้งเตือนที่อยู่บนหนังสือทุกครั้งเพราะสิ่งนั้นจะเป็นตัวบอกรายละเอียดในทุกอย่างที่ควรจะจดจำไว้ การอ่านหนังสือตัวเน้น ที่เป็นลักษณะเอียง หรือที่เป็นตัวทึบเข้ม นั้นจะช่วยบอกทิศทางว่าคุณควรจะทำอย่างไรต่อไป สำหรับนักเรียนผู้ชายที่มักจะแตกต่างจากผู้หญิงอย่างชัดเจนคือ การใช้ปากกไฮไลต์ ที่เด็กผู้ชายมักจะไม่ยอมทำ แต่ความจริงแล้ว มันช่วยได้มากโดยเฉพาะเวลาเราต้องมาอ่านทวนคร่าวๆ ก่อนที่จะเข้าห้องสอบ  

นอกจากนี้สิ่งที่จะทำให้คุณสามารถเก็บข้อมูลในเวลาติว SAT หรืออ่านหนังสือนั้น วิธีการที่ดีที่สุดคือการที่คุณบังคับตัวเองให้มีส่วนร่วมหรือเข้าไปอยู่ในเนื้อหาให้มากที่สุด เป็นเทคนิคการศึกษาและหาประสบการณการเรียนรู้ที่จะทำให้ให้งานไม่น่าเบื่อ และสามารถที่จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ลองปรับโหมดความสนใจในเนื้อหาของคุณเป็น ประมาณว่า ว้าว นี่มันน่าสนใจมากจังแทนที่จะบ่นและบอกกับตัวเอง นี่ ฉันจะต้องตอบคำถามนี่อีกแล้วหรอ” “ น่าเบื่อจริงๆสิ่งนี้จะทำให้คุณสามารถที่จะผ่านการทดสอบและตอบคำถามในแต่ละข้อได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่า นอกจากที่จะฝึกตัวเองให้เข้าใจเนื้อหาแล้ว ก็ควรที่จะฝึกสภาพจิตใจตัวเองให้รู้สึกกระตือรือร้นและทำให้สิ่งที่อยู่ตรงน่าสนใจมากขึ้นนั่นเอง และนี่ก็เป็นเทคนิคในการ ติว SAT และอ่านหนังสือกับทำข้อสอบแบบที่คุณจะสามารถได้คะแนนดีดี และทำให้การอ่านหนังสือของคุณไม่ใช่เรื่องยากและน่าเบื่อ


วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เรียนรู้ภาษาเยอรมันด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

การฝึกภาษาเยอรมัน ไม่ควรหยุดอยู่แค่เพียงอ่านหนังสือเท่านั้น หากแต่จะต้องดูข่าว ฟังเพลงภาษาเยอรมันด้วย และควรหาโอกาสที่จะได้ลงสนามจริง คือได้ฝึกพูดภาษาเยอรมันกับเจ้าของภาษา โดยอาจจะผ่านทางการไปเที่ยวเยอรมนี มาสร้างครอบครัวที่นี่ หรือได้ไปฝึกงาน หรืออื่นๆ เพราะฉะนั้นอย่าหยุดที่จะหาโอกาสเหล่านี้ เพื่อให้ตัวเองได้ลงสนามจริง แล้วคุณจะพบว่าคุณมีทักษะทางภาษาเยอรมันที่พัฒนาขึ้นแน่นอน  มาดูเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ  ในการเรียนรู้ภาษาเยอรมันด้วยตนเองเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกันดีกว่า

มีเหตุผลที่ดีในการเรียน
มันอาจฟังดูซ้ำซาก แต่หากคุณไม่มีเหตุผลที่ดีพอในการเลือกเรียนภาษาเยอรมัน คุณอาจไม่มีแรงกระตุ้นมากพอในระยะยาว อย่าพยายามทำแค่ต้องการสร้างความประทับใจด้วยการพูดภาษาเยอรมันให้คนที่พูดภาษาเยอรมันฟัง นั่นอาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างของเหตุผลที่ไม่ดี  แต่หากคุณอยากเรียนเพื่อทำความรู้จักกับคนเยอรมันและต้องการนำไป ใช้งานหรือต้องการพูดเพื่อถามทางเวลาไปท่องเที่ยว หรือใช้ในการทำงานจริง รวมทั้งเรียนรู้วัฒนธรรมของพวกเขา นั่นเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป  แต่ไม่ว่าเหตุผลของคุณคืออะไรก็ตาม เมื่อเลือกภาษาเยอรมันแล้ว มันจำเป็นมาก ๆ ที่คุณจะ ต้องทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่

หาคนสนิทช่วยฝึก
การแข่งขันการเรียนระหว่างพี่น้องอาจช่วยให้เรียนรู้ภาษาเยอรมันได้เร็วขึ้น แต่ถ้าคุณไม่มีพี่น้อง ก็ลองหาเพื่อนหรือคนสนิทคอยเรียนรู้ภาษาเยอรมันไปด้วยกัน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นแรงคอยช่วยผลักดันให้คุณมีความพยายามมากขึ้นตลอดเวลาและไม่ล้มเลิกความพยายามเร็วเกินไป เรียกได้ว่าเป็นแรงกระตุ้นอย่างมาก ที่มีการผลักดันอีกฝ่ายให้เดินหน้าอย่างจริงจัง เมื่อไรก็ตามที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณทำได้ดีกว่า เพื่อนของคุณอาจจะจะรู้สึกอิจฉานิดๆ และพยายามที่จะเอาชนะคุณให้ได้ และหากเกิดขึ้นกับคุณเอง เชื่อว่าคุณก็ต้องทำเช่นนั้นเหมือนกัน แรงผลักดันจะช่วยทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น

หมั่นพูดเพื่อฝึกฝนทักษะกับตัวเอง
หากคุณไม่มีใครให้ฝึกฝนทักษะการพูด การเขียน หรือการอ่าน ด้วยล่ะก็ การพูดกับตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องผิดแน่นอน  เพราะวิธีนี้จะช่วยให้คำศัพท์รวมทั้งการใช้วลีต่าง ๆ ที่อยู่ในความทรงจำและความคิดที่บันทึกไว้ในสมองของคุณได้ถูกนำออกมาใช้อย่างสม่ำเสมอ และยังส่งผลให้คุณประหม่าน้อยลงเวลาที่ต้องพูดคุยกับคนอื่นในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริงอีกด้วย การพูดกับตัวเองในภาษาเยอรมัน เป็นการฝึกฝนที่ดี  ยิ่งในกรณีที่คุณไม่มีโอกาสได้ใช้ภาษาเยอรมันชีวิตประจำวันตลอดเวลา

ตั้งเป้าหมาย
หากคุณตั้งเป้าหมายและให้ความสำคัญกับภาษาเยอรมันเพื่อใช้ในการสนทนาจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน คุณจะเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหนังสือเรียนมากขึ้นโดยอัตโนมัติ การพูดคุยกับคนอื่นบ่อยๆ  โดยเฉพาะเจ้าของภาษาจะช่วยให้คุณมีความคล่องตัวในภาษามากขึ้น ซึ่งคุณอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเรียนก็ได้ เพียงแค่เรียนรู้ด้วยตัวเอง  หรือพูดคุยกับเจ้าของภาษา  รวมทั้งการไปกินร้านอาหารที่มีอาหารเยอรมัน ก็สามารถสั่งอาหารเป็นภาษาเยอรมันได้

สนุกไปกับการเรียน
พยายามใช้ภาษาเยอรมันเรียนรู้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ให้ได้มากที่สุด การฝึกฝนทักษะภาษาสามารถทำได้หลากหลายช่องทาง แม้แต่การเขียนบทกลอน หรือการแต่งเพลงและอัดเพลง นอกจากนี้ คุณยังอาจจัดรายการวิทยุกับเพื่อนในภาษาเยอรมัน หรือจะวาดการ์ตูนช่อง เขียนบทกวี และการพูดคุยกับใครก็ตามที่รู้ภาษาเยอรมัน ซึ่งคุณสามารถเรียนได้ทุกรูปแบบ ทำให้เกิดความสนุกเพราะหากคุณไม่รู้สึกสนุกไปกับมัน นั่นหมายความว่าคุณอาจจะกำลังไปต่อไม่ได้แน่

ไม่ว่าคุณจะเรียนหนักแค่ไหน หากคุณไม่เอาตัวเองออกไปเจอผู้คนเพื่อพูดคุยกับคนแปลกหน้า เพื่อถามทาง หรือเพื่อสั่งอาหารและเรียนรู้ที่จะโต้ตอบ ฯลฯ คุณจะไม่สามารถพูดคุยในภาษาเยอรมันได้เลย ยิ่งคุณทำแบบนี้บ่อยเท่าไร ก็จะช่วยให้คุณผ่อนคลายมากขึ้นเวลาเจอสถานการณ์ใหม่ๆ  ซึ่งการฝึกภาษาเยอรมันจะต้องสามารถที่จะออกเสียง ให้ได้  ต้องทำความคุ้นเคยกับมันบ่อยๆ ด้วยการฝึกฝน พูด คุย อ่าน เขียนวิธีการที่ดีที่สุดที่จะฝึกฝนมันจนชำนาญก็คือการฟังอย่างสม่ำ เสมอและจินตนาการว่าคำๆ นั้นออกเสียงอย่างไร  คุณจำเป็นต้องเรียนรู้การฟังก่อนที่จะพูดภาษาเยอรมันเสมอ  ยิ่งคุณฟังมันมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งคุ้นเคยกับมันมากเท่านั้น  ซึ่งจะทำให้การพูดภาษาเยอรมันของคุณก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย



วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เคล็ดลับการสอบ TOEIC

การทดสอบ TOEIC โดยทั่วไปมีความท้าทายเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้สอบจำเป็นต้องมีการฝึกปฏิบัติควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจภาษาให้ดี  ก่อนที่จะทำการทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถทำคะแนนสูงได้สูงแค่ไหน??  ซึ่งการสอบ TOEIC เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษ  โดยมีการบริหารจัดการเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้สอบได้รับโอกาสในการทำงานหรือเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมในยุคดิจิตอลนี้

วิธีในการจัดการเวลา  
การทดสอบหลักในการนำ TOEIC ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นแบบทดสอบมาตรฐานสำหรับการวัดความ สามารถทางภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงมาก ทำให้มีความจำเป็นต้องมีการฝึกปฏิบัติก่อนเพื่อให้ได้คะแนนสูง การทดสอบประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อซึ่งคำถาม 100 ข้อ จะถูกกำหนดให้กับการทดสอบการฟัง โดยจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 45 นาทีและอีก 100  ข้อสำหรับส่วนการทดสอบการอ่านที่คุณจะต้องทำให้เสร็จภายใน 75 นาที  การใช้เวลาให้ทันกับการสอบในส่วนต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งการจัดการเวลาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้สอบที่จะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ควรระวังในการอ่าน 
การทดสอบ TOEIC เป็นการทดสอบที่ท้าทาย ซึ่งผู้สอบจะต้องทำการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ปัจจัยหลักคือเวลาที่ถูกกำหนดไว้  คุณจำเป็นต้องพัฒนาความเข้าใจอย่างรวดเร็วในขณะที่อ่าน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยในการตัดสินใจเลือกที่คำตอบเหมาะสมเท่านั้น หากแต่ยังทำให้คุณมั่นใจว่าคุณได้ตอบอย่างถูกต้องอีกด้วย  นอกเหนือจากนี้คุณยังต้องจำบางแง่มุมเพิ่มเติมที่จะช่วยให้คุณได้คะแนนสูงในการอ่านการทดสอบโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านการเพื่อทดสอบความเข้าใจ  ซึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเมื่อทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคือจะต้องใส่ใจในคำถามเสมอแล้วทำการวิเคราะห์คำตอบออกมาให้ดีที่สุด ส่วนของการอ่านนั้นจะทำให้ผู้สอบสติหลุด ทำไม่ทันลนลานได้มากที่สุด การทำข้อสอบตรงส่วนนี้เน้นหนักอย่างมากในเรื่องการบริหารจัดการเวลา 

ควรเตรียมตัวอย่างไรในวันก่อนการสอบ 
มีเอกสารการฝึกออนไลน์จำนวนมากก่อนทำการสอบ TOEIC  ซึ่งจะแนะนำคุณในการสอบให้ได้คะแนนสูง สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจในการทดสอบและวิธีการทดสอบที่อยู่ในระหว่างการทดสอบ  ซึ่งอาจจะมีกลยุทธ์และคำแนะนำในการลองใช้คำถามแต่ละหัวข้อ แต่มีปัจจัยบางอย่างที่ควรทราบในวันก่อนการทดสอบ คือ การเตรียมตัวสำหรับการทดสอบควรเริ่มต้นเร็วมากอย่างน้อยประมาณสองเดือนหรือมากกว่าก่อนการสอบจริง และการเตรียมการก่อนสอบ TOEIC  นี้เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และทำความเข้าใจภาษา  ซึ่งหากมีการทดสอบหรือทบทวนบ่อย ๆ จะทำให้กระบวนการของการทดสอบคุ้นเคย ซึ่งก่อนการเตรียมการสำหรับการทดสอบมีความสำคัญไม่น้อย  นอกจากนี้ยังจะต้อง พักผ่อนร่างกายของคุณได้ดี ใจเย็น  อย่าเครียด หากรู้สึกว่าตนเองไม่อยากจะอ่านหนังสือเพิ่มเติมในช่วงใกล้ๆสอบ ให้หาหนังการ์ตูนที่ฟังง่ายมาดู พยายามเปิดซับเป็นภาษาอังกฤษ เพราะนอกจากจะทำให้้สนุกไม่เครียดกับการดูหนังการ์ตูนแล้ว ยังได้ฝึกการฟังอีกด้วย

ความท้าทายในการทดสอบ Short conversation
การสอบ TOEIC   ที่เป็นปัญหาของหลาย ๆ คนเห็นจะเป็นเรื่องของการจัดการเวลา และมีความตึงเครียดในคำถาม ซึ่งผู้สอบจะต้องอ่านคำถามและตีโจทย์ให้แตกได้อย่างรวดเร็ว วาดความสัมพันธ์ระหว่างคำในคำถามและคำตอบ เพื่อทำการวางแผนกลยุทธ์ในการตอบและจะต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุด โดยการสอบ TOEIC  ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ต้องการทำงานหรือเรียนในองค์กรธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้ภาษา  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องเข้าใจภาษาอังกฤษที่ใช้ทั่วไป ซึ่งอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งการสอบ TOEIC เป็นแบบทดสอบที่ประเมินความ สามารถของบุคคลในภาษาอังกฤษ และสิ่งที่ผู้สอบจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือคำศัพท์ที่ผู้สอบใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเขียนและการพูดคำศัพท์ โดยจะต้องให้ความสำคัญมากและตองทำความเข้าใจในระดับที่สูงขึ้นของคำศัพท์ เพื่อให้ผู้สอบมีโอกาสที่ดีในการได้คะแนนสูง  การสร้างฐานคำศัพท์ที่แข็งแกร่งขึ้น จึงมีความจำเป็นที่ก่อนที่จะทำการทดสอบ


หลายคนมักจะคิดเสมอว่า จะมีวิธีไหนที่สามารถปรับปรุงภาษาอังกฤษได้อย่างไร ในการสอบ ซึ่งการสอบ TOEIC จัดขึ้นในรูปแบบที่ทำให้คุณสามารถปรับปรุงระดับภาษาอังกฤษของคุณได้โดยทั่วไป  เนื่องจากการทดสอบทำเพื่อวัดระดับภาษาอังกฤษ ที่ผู้สอบต้องแปลงทักษะในการเรียนภาษาทั้งสี่ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การฟัง การเขียนและการพูด  ขั้นตอนการเตรียมตัวสำหรับการทดสอบจึงเป็นขั้นตอนการเสริมสร้างทักษะทางภาษา ซึ่งปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยได้คือการเข้าใจสำนวนและวลีที่ใช้เฉพาะในสถานที่ทำงาน และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์เฉพาะนั่นเอง  

การเตรียมตัวสอบ TOEIC

เชื่อว่าหากคุณมีความสนใจเพียงเล็กน้อยและมุ่งเน้นในส่วนของคุณ ก็จะทำให้ได้คะแนนสูงในการทดสอบการสนทนาแบบสั้นได้อย่างแน่นอน  เพราะการทดสอบการฟังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบ TOEIC  อาจจะดูเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอังกฤษ แต่หากผู้สอบได้คุ้นเคยกับการฟังภาษารวมทั้งหมั่นหัดฟังสำเนียงต่าง ๆ และทำความเข้าใจกับคำศัพท์แล้วจะต้องไม่มีข้อกังวลต่าง ๆ  เกี่ยวกับการทดสอบการสนทนาแบบสั้นอย่างแน่นอน  ซึ่งหากทำความเข้าใจกับการทดสอบบทสนทนาสั้นได้ ถือว่าจะเป็นวิธีที่ดีมากในการบรรลุคะแนนในระดับสูง ขณะที่คุณได้ฟังคำตอบในระหว่างการสนทนา เพราะจะเป็นการสนทนาที่ใช้เวลาสั้นมากเพียงแค่ 4-6 บรรทัดเท่านั้น ดังนั้นหากมีเวลาเตรียมตัวน้อยให้เน้นการฟังตรงนี้

สิ่งที่จะช่วยทำความเข้าใจในการสอบ  
ในการสอบ TOEIC ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้สมัครสอบสามารถทำคะแนนได้ดีและมีพื้นฐานในด้านความรู้ภาษา อังกฤษ แต่ถ้าคุณต้องการให้ได้คะแนนสูง  สามารถหาแนวทางที่ต้องปฏิบัติตามแต่จะต้องวางระบบการศึกษาให้เร็วที่สุดเท่าที่คุณต้องการเข้าร่วมการทดสอบ  ซึ่งก่อนที่จะสอบ TOEIC  ก็ต้องผ่านการเรียนมาก่อน ซึ่งผู้เรียนหรือผู้สอบ TOEIC  ควรคำนึงถึงสิ่งที่คุณฟังและลืมสภาพแวดล้อมให้หมด โดยจะต้องหัดฝึกฟังสำเนียงที่มีความต่างกัน และพยายามตอบคำถาม WH- เท่าที่จะเป็นไปได้  จะต้องระบุความสัมพันธ์ที่เห็นได้จากข้อความ  หรือระบุเหตุผลสำหรับการสนทนา  ซึ่งวิธีการศึกษาสำหรับการสอบ TOEIC  ให้ได้ผลนั้น การทำแบบทดสอบ TOEIC  เป็นอีกหนึ่งในวิธีการทดสอบความ สามารถของบุคคลมีความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากแค่ไหน

วิธีในการบรรลุคะแนนสูงสุดในการสอบ TOEIC
การวางแผนการศึกษาเพื่อการปฏิบัติ  รวมทั้งการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ  และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้นอกกรอบ  รวมทั้งการได้รับโอกาสในการพูด    เป็นหลักเกณฑ์ที่จะช่วยให้คุณปฏิบัติตามในการทำข้อสอบ TOEIC  สำหรับผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอังกฤษที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถในการทดสอบนั่นเอง  แต่เนื่องจากการสอบ TOEIC คือการตัดสินระดับความสามารถของภาษาอังกฤษ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จำนวนชั่วโมงการศึกษาจะมีส่วนในการสร้างพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ ที่แตกต่างกันไปตามความรู้และความสามารถของแต่ละบุคคล โดยพื้นฐานแล้วสองปัจจัยจะเป็นตัวกำหนดจำนวนชั่วโมง ซึ่งบุคคลต้องใส่คะแนนสูงในการสอบ TOEIC   ก็คือระดับความสามารถที่บุคคลนั้นมีอยู่แล้ว รวมถึงเป้าหมายที่บุคคลต้องการจะบรรลุผลนั่นเอง

เคล็ดลับที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ
การสอบ TOEIC เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่เป็นการวัดทักษะของคุณในทุกด้านของภาษาอังกฤษ   โดยอาจรวมถึงการฟังและการอ่านรวมถึงหลักภาษาไวยากรณ์ แต่หากคุณคิดว่าคะแนนสูงใน TOEIC คือวิทยาศาสตร์จรวด และเป็นการยากที่จะบรรลุคะแนนที่ดีแล้ว นั่นหมายความว่าคุณคิดว่าผิด เพราะคะแนนเป้าหมายสามารถทำได้ค่อนข้างง่าย ซึ่งคุณสามารถตั้งแผน ปฏิบัติการ การวางแผนชั่วโมงการศึกษาของคุณ   การประเมินผลบ่อยครั้ง  รวมทั้งการตรวจสอบและแก้ไข  เป็นเคล็ดลับ ที่มีส่วนในการทำคะแนนให้สูงและทำง่ายขึ้น โดยการมุ่งเน้นไปที่แผนปฏิบัติการที่ช่วยเพิ่มระดับภาษาอังกฤษของคุณในปัจจุบัน

การคำนึงถึงปัจจัยเมื่อทำแบบทดสอบเสมือนจริง
TOEIC เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้เป็นตัววัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้รับการยอมรับจากทั่วโลกเกือบทุกองค์กรระดับประเทศตลอดจนสถาบันการศึกษาต่างๆ ดังนั้นจึงควรเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบจริงซึ่งเป็นความคิดที่ดีในการฝึกฝนโดยการทำ Prep Tests แบบออนไลน์  ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้คุณได้รับคะแนนที่ดีขึ้นกว่านี้ นอกจากนี้คุณยังได้รับโอกาสในการทำความเข้าใจภาษาได้ดียิ่งขึ้นคุ้นเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับรูปแบบของการทดสอบ และการทำความเข้าใจภาษาทางด้านศัพท์การสร้างไวยากรณ์และประโยค  ซึ่งผลประโยชน์ทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงโดยการทดสอบ TOEIC Prep Tests แบบออนไลน์ก่อนที่จะมีการสอบ TOEIC ตามจริง  
 

สิ่งที่คุณควรคำนึงถึงเมื่อทำคำถามและคำตอบในการทดสอบ TOEIC  คือการทดสอบการฟัง   ซึ่งเป็นพื้นฐานเพื่อประเมินความเข้าใจภาษาอังกฤษของคุณโดยเจ้าของภาษา รวมทั้งจะต้องทำการทดสอบที่ประกอบด้วยคำถาม 100  ข้อ โดยจะต้องทำให้เสร็จภายใน 45 นาที  ซึ่งคุณจะต้องทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของคำถาม และหลีกเลี่ยงการรอดูตัวเลือกทั้งหมด 

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เทคนิคการทำข้อสอบ SAT Writing

Scholastic Assessment Tests หรือ ชื่อย่อ SAT นั่นก็คือการเข้าสอบเพื่อวัดระดับการเรียนรู้และทักษะก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ที่ประเทศไทยได้นำมาใช้จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในการคัดนักศึกษาเข้าเรียนในชั้นหลักสูตรนานาชาติ ภาคอินเตอร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งจะต้องมีการสอบ SAT และยื่นคะแนนเข้าสมัคร โดยทั้งนี้เป็นการสอบที่วัดจากความสามารถของเฉพาะตัวนักศึกษาเท่านั้น โดยไม่ได้ใช้เกรดเฉลี่ยมาเป็นเกณฑ์ในการสมัคร มีเวลาในการสอบ ทั้งหมด 3 ชั่วโมง 30 นาที ถึง 45 นาที ต้องทำคะแนนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1,200 คะแนน จากทั้งหมด 2,400 คะแนน แต่ถ้าจะให้ดีควรจะได้คะแนนประมาณ 1800 ในการยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยที่มีการขับเคี่ยวกันในอัตราสูง แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 800 คะแนน แต่ทั้งนี้คะแนนขั้นต่ำจะขึ้นอยู่แต่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด

และวันนี้เราจะมาพูดถึงในส่วนของ Writing หรือการเขียนเรียงความ สำหรับสอบ SAT ซึ่งถือว่าสำคัญอย่างมากลเยทีเดียว ไปดูกันเลยว่า Writing คืออะไร มีเทคนิคการทำข้อสอบเขียนอย่างไรบ้าง

Writing การสอบเขียนเรียงความ

Writing Part เป็นการสอบเกี่ยวกับเรียงความภาษาอังกฤษ Essay, Grammar และ Sentence completion
โดยใช้รูปแบบปรนัย เราไม่สามารถเตรียมตัวในการทำข้อสอบได้ เพราะไม่อาจรู้ว่าเราจะได้รับหัวข้อเรียงความแบบไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสามารถทำได้ดีที่สุดคือการเตรียมตัวให้มากที่สุด สำหรับ การสอบเขียนเรียงความหรือ Writing คุณจะมีเวลาในการทำข้อสอบทั้งหมด 50 นาที เพื่อที่จะวิเคราะห์หัวข้อและแต่งคำศัพท์ วลี ประโยคเรียบเรียงออกมาให้ได้ทั้งหมด 600-750 คำ ซึ่งเป้าหมายของการเขียนเรียงความคือคุณจะต้องใส่องค์ประกอบของคำถามให้มากที่สุด และเป็นไปได้ในระยะเวลา 50 นาที นั่นเอง

1.วิเคราะห์หัวข้อและเขียนลงไปให้น่าสนใจ

การเขียนเรียงความหรือในส่วนของ Writing นั้นในช่วงแรกคุณไม่จำเป็นที่จะต้องใส่เนื้อหาแน่นไปเลย แต่ควรจะสร้างจุดที่สามารถอ่านแล้ว น่าสนใจ จุดที่จะโยงไปยังเนื้อหาที่ดี นั่นคือการตั้งบทนำขึ้นมาและหลังจากนั้นให้เราทำเนื้อเรื่องตรงกลางหรือในส่วนของการเนื้อหาให้ดึงดูดผู้อ่านมากที่สุด ลองจินตนาการว่าคุณเป็นนักเขียนหนังสือและต้องการที่จะสร้างประโยคที่จูงใจผู้อ่าน เพื่อที่จะทำให้การเขียนข้อสอบของคุณผ่านเกณฑ์และน่าสนใจมากขึ้น คุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการวิเคราะห์ จับโจทย์ของหัวข้อในการทำข้อสอบ Sat ให้ได้ เพื่อที่จะได้เรียบเรียงออกมาเป็นบทความที่ถูกต้องทั้งทางจุดมุ่งหมายของโจทย์และไวยากรณ์ หลักการใช้ภาษาต่างๆให้ได้ คุณจะมีเวลาในการทำข้อสอบเขียนเรียงความอยู่ที่ 50 นาที ให้คุณใช้เวลา 10-15 ในการทำเข้าความเข้าใจคำถาม หัวข้อ และวิเคราะห์ออกมาว่า คุณจะร่างเนื้อหาของการเขียนบทความของคุณออกมาได้อย่างไร อย่าพลาดจุดนี้ไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณต้องกลับมาแก้ใหม่หมด หากคุณตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อผิดพลาดและไม่ตรงกับโจทย์ที่กำหนดมา

2.อย่าลืมใส่บทนำ เนื้อเรื่อง และสรุป

ในการทำสอบส่วนการเขียนให้ดีที่สุดนั้น หลังจากที่คุณได้วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆออกมา เรียบเรียงแล้ว คุณอย่าลืมที่จะดึงความน่าสนใจของเรียงความด้วยการใส่บทนำเข้าไปก่อน จากนั้นก็เป็นการเปิดเนื้อเรื่อง และตบท้ายด้วยการสรุป สิ่งเหล่าจะช่วยส่งเสริมเรียงความของให้มีคุณภาพและได้คะแนนดีมากยิ่งขึ้น หากคุณกังวลถึงคุณภาพของบทความเขียนของคุณในการสอบ SAT นั้น คุณควรที่จะกลับไปตรวจทานทุกครั้งที่เขียนข้อสอบ  ลองพิจารณาให้มากกว่าสองครั้งและเลือกประโยคที่ดีที่สุด ลองตรวจสอบดูว่ามันใช่หรือเปล่า แต่ทั้งคุณไม่ควรที่กังวลมากเกินไป จนเปลี่ยนหรือลบต่อเนื่องกันหลายรอบจนหมดเวลา ให้คุณทำการเขียนลงไปตามกฎของไวยากรณ์ที่ถูกต้องและหลังจากนั้นให้คุณตรวจทานอีกครั้ง และเมื่อทุกอย่างอยู่ในระดับที่คุณคิดว่าใช้ได้แล้ว คุณก็จะได้เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดนั่นเอง แต่ทั้งนี้คุณไม่ควรที่ใช้หลักเกณฑ์การเดามากเกินไป เพราะจะเกินผลเสียต่อคะแนนข้อสอบได้


ความเข้าใจหลักการใช้ภาษาสำคัญมากที่สุดในการทำสอบเขียนเรียงความ หมั่นฝึกฝนจนคล่องแคล่วและรู้โครงสร้างของประโยค จนเราสามารถนำมาเรียบเรียงเขียนเป็นบทความได้ ฝึกเขียนให้เยอะๆ รวมทั้งอ่านให้มากที่สุดเช่นกัน ให้สังเกตโครงสร้างการใช้เขียนได้จากการอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสารภาษาอังกฤษ ดูรูปประโยคต่างๆ ในบทความตามอินเตอร์เน็ต ฝึกฝนทำความเข้าใจ และลองเขียนให้มากที่สุดจนสามารถเรียบเรียงเป็นประโยคเรียงความได้อย่างสมบูรณ์และถูกตามตามหลักไวยากรณ์ อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SAT คลิ๊กเลย

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มารยาทที่ดีบนโต๊ะอาหารของชาวฝรั่งเศส


Les bonnes manières indispensables à table
มารยาทในการรับประทานอาหารนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งบนโต๊ะอาหาร หลายคนคิดไกลเกินและคิดว่าคงไม่จำเป็นหรือมีความสำคัญเท่าไหร่ ทั้งที่จริงแล้วเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารมีความสำคัญนัก เพราะแค่ได้รับเชิญไปงานแต่ง หรือแม้แต่รับประทานอาหารกับเจ้านาย คุณก็อาจจับพลัดจับผลูเข้าไปร่วมดินเนอร์สุดหรู ที่คนอื่นรู้มารยาท และธรรมเนียมการปฏิบัติแบบสากลเป็นอย่างดี หากไม่อยากกลายเป็นสาวเปิ่นประจำโต๊ะ ก็คงต้องเรียนรู้มารยาทแขนงนี้ เป็นยันต์กันภัยซะหน่อย จะได้ไม่ต้องนั่งตัวเกร็งคอยอำเลืองมองคนอื่น เมื่อถึงคราวออกงานสังคมไงล่ะ


มารยาทการรับประทานอาหารตามแบบสากล
สำหรับบนโต๊ะอาหารนั้น ตามมารยาทสากลในแบบที่เป็นทางการจริงๆ เครื่องมือบนโต๊ะไม่ว่าจะเป็น ส้อม มีด จาน แก้ว ซึ่งทุกอย่างจะถูกวางเรียงกันไว้เป็นจำนวนมาก โดยคุณจะต้องหยิบจากด้านนอกเข้ามา แต่ในปัจจุบัน แม้จะเป็นห้องอาหารมีระดับในยุโรป ส่วนใหญ่จะวางเครื่องมือไว้ไม่มาก เพียงแค่ประมาณ 2 ชุดเท่านั้น ส่วนเครื่องมืออื่นๆ เมื่อถึงเวลาเสิร์ฟอาหาร บริกรจะนำมาให้อีก ซึ่งมารยาทบนโต๊ะอาหารปัจจุบันไม่ได้ยุ่งยากนัก มาดูกันเถอะว่าการรับประทานอาหารให้ดูดี มีมารยาทตามหลักสากลนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
      
เมื่อถึงโต๊ะอาหาร
เมื่อเข้ามาถึงที่โต๊ะ ตามมารยาทนั้นต้องให้ผู้อาวุโสกว่านั่งก่อน แล้วก็ตามด้วยคุณผู้หญิง แม้ปกติทางห้องอาหารจะมีบริกร คอยเลื่อนเก้าอี้ให้อยู่แล้ว แต่ผู้ชายหลายคนที่เป็นสุภาพบุรุษมากๆ จะเข้ามาแย่งเป็นคนเลื่อนเก้าอี้ให้คุณผู้หญิงเอง   
      
ผ้าเช็ดปาก   
หลังนั่งประจำที่แล้ว บริกรจะมาคลี่เน็ปกิ้น (napkin) หรือผ้าเช็ดปาก (ห้ามนำมา เหน็บคอเสื้อเด็ดขาด) หากคุณต้อง การคลี่เองก็สามารถทำได้ โดยให้พับเป็นสามเหลี่ยมเพราะใช้ง่าย และจะได้ไม่เลื่อนหลุดขณะรับประทาน เมื่อต้องการเช็ดปาก เช็ดมือ ให้ใช้ปลายผ้าด้านในเช็ด และหลังจากเช็ดเสร็จ ให้ใช้ผ้าอีกด้านปิดไว้ ผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นจะได้ไม่เห็นคราบที่ไม่น่ามอง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ทาลิป สติกสีจัดยิ่งต้องท่องให้ขึ้นใจ ส่วนการนำผ้าเช็ด ปากมาเหน็บไว้ที่คอเสื้อนั้น อย่าได้ทำเชียว เพราะนั่นเป็นสไตล์ยุโรปเก่า เดี๋ยวจะมีคนแอบขำเอาได้
      
ใช้มีด-ส้อม   
อาหารชนิดแรกที่จะมาเสิร์ฟสำหรับห้องอาหารฝรั่งเศสส่วนใหญ่จะเป็นขนมปัง หลายคนอาจเผลอไปใช้มีดตัด หรือเอาส้อมจิ้มเข้าปาก ซึ่งเป็นมารยาทที่ไม่ถูกต้อง เพราะขนมปังจะเสิร์ฟทางด้านซ้ายมือเสมอ อย่าเผลอไปหยิบด้านขวานะครับ เพราะเป็นของคนข้างๆ ส่วนเวลาทาน ให้ใช้มือบิเป็นชิ้นพอคำ ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป แล้วใช้มีดเล็กสำหรับปาดเนย ทาเนยแล้วก็ทาน สำหรับส่วนการใช้มีดและส้อมในการตัดอาหารทาน แนะนำให้จับเหมือนดินสอจะถนัดมือกว่า โดยคว่ำส้อมลงที่ชิ้นเนื้อ ใช้มีดตัดเป็นชิ้นพอคำ แล้วค่อย ๆ นำเข้าปากอย่างสุภาพ  หากเป็นเนื้อที่ติดมากับกระดูก ให้ตัดเนื้อแยกออกจากกระดูกให้หมดชิ้นเสียก่อน แล้วให้นำกระดูกวางไว้ข้างจาน จากนั้นค่อยทานเนื้อที่ตัดไว้ แต่หากเป็นปลาที่เสิร์ฟมาทั้งตัว ห้ามพลิกตัวปลาแต่ให้ใช้ส้อมและมีดค่อยๆ เลาะก้างออกแล้วจึงทาน
      
วิธีทานซุป   
ในมารยาทสากลของชาวฝรั่งเศสการทานซุป จะใช้วิธีตักซุปไปด้านหน้า (ออกจากตัว) แล้วรับประทานจากข้างช้อน ซึ่งจะไม่นำทั้งช้อนเข้าปาก หากซุปใกล้หมดสามารถเอียงชามไปด้านหน้าได้เพราะจะทำให้แขนเรากางน้อยกว่า ยิ่งกางแขนน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการรักษามารยาทและไม่รบกวนคนที่นั่งด้านข้างมากขึ้นเท่านั้น สำหรับถ้วยซุปจะมี 2 แบบ คือแบบจาน (plate) และแบบถ้วย (cup) ซึ่งแบบถ้วยนี้จะมีหูด้านข้างให้จับ ซึ่งสามารถจับที่หูแล้วยกน้ำซุปขึ้นมาซดได้ เมื่อทานซุปเสร็จแล้ว ให้นำช้อนซุปวางไว้ที่จานรอง แต่ห้ามทิ้งคาไว้ในชามเพราะจะดูไม่งาม
      
หลังทานเสร็จ  
เมื่อทานอาหารในจานเสร็จ ให้รวบส้อมและมีดชิดกัน ( ไม่จำเป็นต้องคว่ำส้อม) แล้ววางเฉียงไว้ที่จานประมาณ 5 นาฬิกา  ตามมารยาทแล้ว ขณะรับประทานอาหารหากเลี่ยงการไปเข้าห้องน้ำได้ก็ควรเลี่ยง  และหากมีความจำเป็นต้องไปจริงๆ ก่อนลุกขึ้น ให้ขออนุญาตผู้ร่วมโต๊ะสักนิด แล้วพับผ้าเช็ดปากให้เป็นสามเหลี่ยมขนาดเล็ก วางไว้ที่วางแขนเก้าอี้ หรือวางไว้บนเก้าอี้ได้
      
มารยาทดื่มชากาแฟ กับจิบไวน์
หลังทานอาหารคาว จะมีการเสิร์ฟชากาแฟ  เพียงแค่ก่อนทานกาแฟเมื่อใส่ครีมเทียม หรือน้ำตาลแล้ว ให้คนเป็นลักษณะเลข 8 หรือคนเป็นวงกลมไปในทางเดียวกัน  แล้ววางช้อนไว้ที่จานรองจึงค่อยยกดื่ม สำหรับของหวานหลังอาหาร หากเป็นขนมปังชิ้นเล็กๆ สามารถใช้มือหยิบทานได้ หากเป็นของหวานชิ้นใหญ่ ให้เริ่มตัดส่วนปลายแหลมทานก่อน
      
การดื่มไวน์ (wine) โดยปกติแล้ว แก้วที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะ จะประกอบไปด้วยแก้วน้ำดื่ม แก้วไวน์ขาว และไวน์แดง ซึ่งแก้วไวน์ขาว จะเล็กและปากแคบกว่าแก้วไวน์แดง เพราะไวน์ขาวจะไม่ต้องการสัมผัสอากาศมากเท่ากับไวน์แดง และกฎเหล็กของการดื่มไวน์คือ เวลายกดื่มให้จับเฉพาะที่ก้านแก้วเท่านั้น เพราะอุณหภูมิจากมืออาจทำให้อุณหภูมิของไวน์เปลี่ยน และรสชาติก็จะเปลี่ยนไปด้วย


วิธีการเสิร์ฟไวน์ จะเริ่มเสิร์ฟให้สุภาพสตรีในโต๊ะก่อน แล้วค่อยเสิร์ฟผู้ชาย เมื่อเสิร์ฟจนครบทุกคนแล้วถึงจะวนกลับมาเสิร์ฟให้ผู้สั่งไวน์ (คนสั่งจะได้ชิมก่อน แต่จะถูกรินให้เป็นคนสุดท้าย) สำหรับผู้ที่สนใจติดตามบทความเกี่ยวกับภาษาฝรั่งเศสอื่นๆเพิ่มเติม  

เทคนิคในการอ่าน SAT

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้การสอบ SAT ของคุณผ่านไปอย่างรวดเร็วที่คือการที่คุณเรียนรู้หลักการอ่านแบบที่สามารถจดจำและประหยัดเวลาได้มากที่สุด วันนี้เราได้รวมเทคนิคในการอ่านและติว SAT แบบที่คุณสามารถนำไปใช้และเพิ่มทักษะการเรียนรู้ของคุณให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเคล็ดลับอะไรบ้างนั้นไปดูกัน

เน้นอ่านเส้นทางการเดินกลยุทธ์ต่างๆ
ในการอ่านหนังสือเพื่อฝึกซ้อมสำหรับการติวและสอบ SAT นั้น ให้คุณพยายามฝึกซ้อมกลยุทธ์การอ่านหนังสือที่ดี ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ทำให้คุณไม่อัดแน่น กดดัน หรือรวมไปความรู้สึกเครียดได้ มีหลากหลายวิธีที่จะทำให้คุณไม่ต้องรู้สึกกดดันมากเกินไป ไปดูกันเลยว่า ทักษะการอ่านที่เราควรฝึกไว้นั้น มีอะไรบ้าง?

วิธีที่ 1. อ่านในเนื้อหาส่วนสำคัญเป็นอันดับแรก
การที่จะทำให้คุณได้รู้ถึงเส้นหลักและเนื้อเรื่องของหนังสือที่อ่านนั้น คุณควรเน้นการอ่านตรงความคิดคิดหลักหรือใจความสำคัญ เพื่อที่จะทำให้เราไม่กดดันและเป็นการอ่านที่ไม่ต้องเสียเวลามากนัก และยังสามารถเจาะจงเนื้อหาและสรุปได้เลย การอ่านในส่วนสำคัญต่างๆนั้น เพียงแค่คุณอ่านเฉพาะในส่วนของย่อหน้าตรงบทสรุปและประโยคกับประโยคสุดท้ายของแต่ละย่อหน้า เคล็ดลับก็คือ คุณตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ว่าคุณต้องการอ่านเรื่องอะไร เพื่อที่จะจับจุดที่จำเป็นเพื่อที่จะตอบคำถามรายละเอียดที่เราต้องการไว้ได้

วิธีที่ 2. เน้นคำถามที่รายละเอียดเล็กๆไปด้วยพร้อมกับอ่านเนื้อเรื่อง
สำหรับในส่วนของการสอบ SAT ส่วนใหญ่จะเป็นการตอบคำถามแนวข้อๆ เพราะฉะนั้นให้คุณตอบคำถามที่เป็นรายละเอียดๆแต่สำคัญของเนื้อเรื่องก่อน พูดง่ายๆก็คือ เราตอบคำถามในส่วนที่เราสามารถตอบได้ โดยไม่ได้โฟกัสที่เนื้อเรื่องทั้งหมดก่อน ค่อยๆอ่านเนื้อเรื่องไปพร้อมกับตอบคำถามเล็กๆที่เราสามารถตอบได้ก่อน จากนั้นในส่วนที่เป็นคำถามที่ยากเราก็มาเน้นอ่านเนื้อเรื่องแบบเฉพาะเจาะจงเอา เพื่อที่จะได้ให้การทำข้อสอบของคุณเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

วิธีที่ 3. อ่านเนื้อหาแบบเต็มๆ
ถ้าคุณมีความสามารถพิเศษในการที่จะดึงข้อมูลและเนื้อหาออกมาวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่มั่นใจว่าจะไม่ได้ทำให้ระยะเวลาน้อยลง และคุณสามารถที่จะอ่านเนื้อเรื่องด้วยวิธีนี้ได้ภายในระยะ 2-3 นาที ให้คุณลองใช้ดู เพื่อที่จะได้ทำให้คุณได้วิเคราะห์และตอบคำถามออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการใช้วิธีนี้คุณควรที่ตรวจสอบคำตอบให้แน่ใจอีกครั้งด้วย เนื่องจากอาจมีการผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะระยะเวลาที่จำกัดในการจำข้อมูลและเนื้อหานั่นเอง

นอกจากนี้ต้องแนะนำว่าคุณพยายาม อย่าเพิกเฉยต่อคำแนะนำเล็กๆ อย่างเช่น จุดอัพเดทข้อมูลต่างๆ ข้อมูลที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยหรือความรู้ใหม่ๆที่ควรจะจดจำไว้ ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆหรือการแจ้งเตือนจากผู้เขียนและหนังสือที่ไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่ ที่สำคัญ อย่าพยายามละเลยในจุดแจ้งเตือนที่อยู่บนหนังสือทุกครั้งเพราะสิ่งนั้นจะเป็นตัวบอกรายละเอียดในทุกอย่างที่ควรจะจดจำไว้ การอ่านหนังสือตัวเน้น ที่เป็นลักษณะเอียงนั้นจะช่วยบอกทิศทางว่าคุณควรจะทำอย่างไรต่อไป บอกว่าควรทำแบบไหนนั่นเอง 
นอกจากนี้สิ่งที่จะทำให้คุณสามารถเก็บข้อมูลในเวลาติว SAT หรืออ่านหนังสือนั้น วิธีการที่ดีที่สุดคือการที่คุณบังคับตัวเองให้มีส่วนร่วมหรือเข้าไปอยู่ในเนื้อหาให้มากที่สุด เป็นเทคนิคการศึกษาและหาประสบการณการเรียนรู้ที่จะทำให้ให้งานไม่น่าเบื่อ และสามารถที่จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ลองปรับโหมดความสนใจในเนื้อหาของคุณเป็น ประมาณว่า ว้าว นี่มันน่าสนใจมากจังแทนที่จะบ่นและบอกกับตัวเอง นี่ ฉันจะต้องตอบคำถามนี่อีกแล้วหรอ” “ น่าเบื่อจริงๆสิ่งนี้จะทำให้คุณสามารถที่จะผ่านการทดสอบและตอบคำถามในแต่ละข้อได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่า นอกจากที่จะฝึกตัวเองให้เข้าใจเนื้อหาแล้ว ก็ควรที่จะฝึกสภาพจิตใจตัวเองให้รู้สึกกระตือรือร้นและทำให้สิ่งที่อยู่ตรงน่าสนใจมากขึ้นนั่นเอง และนี่ก็เป็นเทคนิคของการเตรียมสอบ  SAT และอ่านหนังสือกับทำข้อสอบแบบที่คุณจะสามารถได้คะแนนดีดี และทำให้การอ่านหนังสือของคุณไม่ใช่เรื่องยากและน่าเบื่อ


วันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เรียนภาษาอังกฤษต่อที่เมืองนอก

หลาย ๆ คนมีความหวังและตั้งเป้าหมายว่าอยากจะมาเรียนภาษาอังกฤษ หรือเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศเจ้าของภาษา ซึ่งการมาเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะบางคนที่มาเรียนปริญญาโทแบบเต็มเวลา ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้เวลาเรียนเพียงปีเดียว  ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ  หรือแม้แต่ไทย ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง - 2 ปี  นั่นหมายความว่า การเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษจะอัดแน่นและหนักกว่าเดิมมาก โดย เฉพาะเมื่อเทียบกับการเรียนระดับปริญญาตรีที่เรียนกันแบบสบาย ๆ  แค่ทำรายงานและอ่านหนังสือไปสอบ ธรรมชาติของการเรียนที่เป็นปริญญาโทที่นี่จะเน้นให้นักเรียนค้นคว้าหาข้อมูล มีการพูดคุย แสดงความคิดเห็นกันในห้อง มีการอ่านหนังสือและบทความทางวิชาการค่อนข้างมาก  ทำให้เนื้อหายาก งานหนัก  ไม่มีความสุข เหนื่อย  หลายคนที่มาเรียนภาษา หรือเรียนต่อปริญญาโทมักจะเกิดความท้อและเครียด

การที่คุณเตรียมตัวตั้งหลักและเรียนรู้ตั้งแต่ก่อนที่จะมา หรือเรียนต่อปริญญาโทคงจะมีความสุขมากยิ่งกว่านี้ โดยเฉพาะการจัดสรรตารางชีวิตให้เหมาะกับตัวเอง เมื่อต้องไปใช้ชีวิตยังต่างแดน ซึ่งสิ่งที่นอกเหนือจากการเรียนแล้ว จะสามารถจัดการชีวิตให้มีความสุขที่นั่นได้อย่างไรมาดูกัน

ตารางชีวิตพิชิตความฝัน
การที่คุณมีเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่แรก ๆ จะทำให้คุณรู้สึกว่ามาความมุ่งมั่น มีแรงผลักดันและแรงบันดาลใจในการที่จะมาเรียนต่อระดับปริญญาโท หรือเรียนต่อที่ต่างประเทศ เพราะการเรียนอย่างมีเป้าหมายนั้นคุณจะต้องรู้ตัวเองว่า คุณจะมาเรียนเพราะอะไรและทำไมจะต้องเรียนต่อ  ที่สำคัญคือจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งร่างกาย ความคิด และจิตใจ เตรียมทุกอย่าง และการที่จะไปใช้ชีวิตที่นั่นให้พร้อม ไม่เว้นแม้แต่ของใช้ส่วนตัว ของจำเป็นต่าง ๆ เพราะอย่าลืมว่าหากคุณมีทุกอย่างที่เตรียมพร้อม จะได้ไม่ทำให้กังวลว่าจะต้องเสียเงินแพงๆ ไปซื้อหาอะไรเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลทำให้การเรียนภาษาอังกฤษ หรือการเรียนต่อ ป.โท เป็นไปอย่างราบรื่น

ตีแตกตารางเรียน
ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน หากต้องการให้ประสบความสำเร็จก็จะต้องรู้จักแบ่งเวลาให้ดี ตีตารางเรียนให้แตก ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไร เรียนต่อระดับไหน  การจัดตารางเรียน หรือวิชาอื่น ๆ จะทำให้คุณสามารถแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นได้ หาข้อมูลในห้องสมุดอย่างต่อเนื่องกับการเรียนได้  เท่ากับว่าคุณจะต้องมีการเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มเรียน เพราะอย่างน้อยก่อนเริ่มเรียน จะต้องรู้ว่าจะเรียน ในเวลาไหนบ้าง เมื่อทราบช่วงที่เรียนและช่วงที่ว่างแล้ว คุณก็จะสามารถจัดสรรเวลาให้หาความรู้เพิ่มเติม หรือการทำกิจกรรมที่ใช้ภาษาเพื่อช่วยเสริมทักษะในการฟังและการพูดให้มีความชำนาญมากขึ้น

แบ่งเวลาให้มีช่วงเวลาว่างบ้าง
อย่างที่กล่าวไว้คือ การตีตารางเรียนให้แตก เพื่อที่จะได้เตรียมตัวหาข้อมูล ความรู้เพิ่มเติม ในรูปแบบของการเรียนและการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อทำให้ตัวเองได้เก่งขึ้น ต้องรู้จักเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ   ซึ่งนอกเหนือจากการจัดการเวลาเรียนให้อยู่หมัด ซึ่งนอกเหนือจากการ การทำกิจกรรมต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษแล้ว ก็อย่าลืมแบ่งเวลาตัวเองให้ว่างด้วย หาเวลาพักผ่อน คลายเครียด อย่าไปเน้นเรียนอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเก่งจากการเรียนในห้องเสมอไป เพราะสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ การพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติ จากโฮสที่คุณไปอยู่ หรือจากการซื้อของ การพูดคุยกับคนท้องถิ่นเอง จะทำให้คุณได้ประสบการณ์ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ในห้องเรียนไม่มีสอนแน่นอน การเดินทางไปทริปท่องเที่ยวแบบสั้น ๆ  จะทำให้คุณได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการเรียนในรูปแบบนอกห้องเรียน ที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน บางคนที่เครียดกับการเรียน อาจเป็นเพราะว่าส่วนหนึ่ง พวกเค้าอาจจะมุ่งมั่นเกินไป ไม่ยอมจัดตารางชีวิตให้ดี ไม่มีการรีแล็กซ์ มีแต่ตารางเรียนเต็มไปหมด เพียงเพราะหวังว่าจะทำคะแนนสอบให้ได้ จะได้เรียนจบเร็ว ๆ พยายามอย่าใช้ชีวิตอยู่แต่ในมหาลัย  ควรหากิจกรรมอะไรทำบ้างจะได้ไม่เครียด

เปลี่ยนมุมกดดันให้กลายเป็นมุมผลักดัน
ลองหันมาคบเพื่อนอารมณ์ดี  จะทำให้คุณมีชัยไปกว่าครึ่ง การที่คุณได้คบเพื่อนที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ก็จะทำให้คุณอยู่ได้อย่างมีความสุข และไม่เครียด ดีกว่าที่จะไปคบเพื่อนที่เอาแต่เคร่งเครียด หมกมุ่นอยู่กับการเรียนมากเกินไป เป็นเหมือนหนอนหนังสือที่วัน ๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาหาความรู้อย่างเดียว การที่คุณเดินทางมาใช้ชีวิตในต่างแดนเพื่อเรียน หรือเรียนต่อระดับปริญญาโทแล้ว บางคนอาจจะเพิ่งเคยห่างบ้าน ห่างพ่อแม่ ทำให้ต้องรู้จักมีความรับผิดชอบมากขึ้น แม้ว่ามันจะทำให้รู้สึกกดดันมากในช่วงแรก ๆ ก็ตาม ลองเปลี่ยนแรงกดดัน ให้กลายมาเป็นแรงผลักดันดีกว่า  อย่างการที่มัวแต่จะกลัว หรือเครียดว่าทำไมต้องถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว  ลองหันมาเปลี่ยนมุมมองใหม่ดูว่า..การที่คุณอยู่คนเดียวในแบบที่ไม่มีใคร คุณจะต้องพิสูจน์ให้คนที่บ้านเห็นว่าคุณทำได้ คุณอยู่ได้ คุณมามีความสุขกับการเรียนภาษาอังกฤษ และได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กลับไป ได้ที่เรียนใหม่ ๆ ได้เพื่อนใหม่  ที่สำคัญคุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กับการเปิดโลกกว้างที่หลายๆ คนอาจจะไม่ได้มาสัมผัสเช่นนี้..


เพียงคิดแค่นี้ก็จะทำให้ตารางการใช้ชีวิตในต่างแดนของคุณมีความสุขและเตรียมที่จะกลับไปพร้อมกับความสำเร็จแบบชิลๆ ได้แล้วล่ะ

วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เรียน IELTS หรือจะอ่านหนังสือเองดี


ระบบการศึกษาของประเทศไทยเราทุกวันนี้ ได้มีการพัฒนาทั้งมาตรฐานการเรียน การสอน รวมทั้งการขยายมหาวิทยาลัยหรือสถาบันทางการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีการกระจายตัวตั้งสถานศึกษาใหม่ ๆ ไปทั่วทั้งประเทศไทย โดย การส่งเสริมจากรัฐบาล อันเป็นความพยายามอย่างหนึ่งเพื่อยกระดับทางการศึกษาของไทย ให้ทัดเทียมต่างประเทศที่ได้ยอมรับว่ามีการพัฒนาในด้านการศึกษาสูง หลักสูตรทางการศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนถูกพัฒนาและนำมาใช้จริงมากมาย อาทิเช่น หลักสูตรอินเตอร์ในระดับปริญญา หรือแม้กระทั้งตั้งแต่ในระดับประถมกันเลยทีเดียว  บางแห่งไม่ว่าจะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ก็ยังคงใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนตลอดหลักสูตร โดยเฉพาะผู้ที่มีความประสงค์ต้องการจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ ที่ต้องมีผลการทดสอบทักษะทางภาษาดังกล่าว ความสำคัญของภาษาอังกฤษจึงเพิ่มมากขึ้นสำหรับนักศึกษายุคปัจจุบันสำหรับการวัดผลทางการศึก ษาเพื่อวัดระดับทักษะทางภาษาอังกฤษที่เรามักได้ยินคุ้นหูกันชุดแบบทดสอบหนึ่งนั้นก็คือ การทดสอบด้วยชุดทดสอบ IELTS นั่นเอง

เหตุผลที่ต้องเรียน IELTS

IELTS ย่อมาจากคำว่า International English Language Testing System เป็นชุดแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะความ สามารถทางภาษาอังกฤษแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันจากนักศึกษาและสถานศึกษาทั่วโลกเพื่อใช้ประกอบการยื่นใบสมัครเข้ารับการคัดเลือกในการศึกษาในระดับต่าง ๆ ก็ดี หรือใช้ในการคัดเลือกผู้มีทักษะทางภาษา อังกฤษเพื่อเข้าทำงานในบริษัทเอกชนที่มีความต้องการผู้มีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ระดับสูงซึ่งกล่าวกันว่าแบบทดสอบทางภาษาอังกฤษ IELTS นี้ เป็นที่ยอมรับจากองค์กรต่างประเทศกว่า 9,000 องค์กรทั่วทุกมุมโลก ด้วยเหตุนี้เอง IELTS จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยเป็นใบเบิกทางหนึ่งให้กับผู้ที่ทำการศึกษาจนเชี่ยวชาญไม่ว่าจะใช้ในการสมัครเข้าสอบในระดับชั้นการศึกษาระดับสูงต่าง ๆ หรือการเข้าสมัครสอบในองค์กร บริษัทเอกชนชั้นนำต่าง ๆ ของโลก  ซึ่ง  IELTS  เพื่อทดสอบนั้นจะเป็นแบบทดสอบทักษะทางภาษาอังกฤษที่จะวัดระดับทั้ง (1) การฟัง (listening) (2) การอ่าน (reading) (3) การเขียน (writing) และการพูด (Speaking) ทั้งนี้ การทดสอบในหมวดต่างๆ จะมีการทดสอบภายในวันเดียวกัน หากแต่การทดสอบการพูด (Speaking) อาจจะสอบต่อกันภายในวันเดียวกันหรือในภายหลังแต่ไม่เกิน 7 วันก็ได้

การทดสอบทั้งสี่หมวดเมื่อรวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบแล้วจะต้องไม่เกิน 3 ชั่วโมง ในแต่ละชุดทดสอบของ IELTS จะมีจำนวนข้อที่ไม่แน่นอนโดยหมวด การฟัง (listening) และการอ่าน (reading) จะมีอยู่ประมาณ 30-40 ข้อ ขึ้นไป สำหรับการเขียน (writing) และการพูด (Speaking) นั้นไม่แน่นอนอยู่ที่เนื้อหาที่จะใช้ทดสอบในแต่ละครั้ง โดยการสมัครทดสอบกับ IELTS นั้น  สามารถสมัครผ่านระบบรับสมัครสอบทาง Online ได้ หรือจะเดินทางไปสมัครเข้าสอบด้วยตนเองที่สถานที่รับสมัครสอบก็ได้เช่นกัน เนื่องจากการทดสอบดังกล่าวถือได้ว่า มีค่าใช้จ่ายในการสมัครเข้าทดสอบที่สูงกว่า การทดสอบแบบอื่นผู้ต้องการเข้าทดสอบจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดก่อนเข้ารับการทดสอบและต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าตนเองจะสามารถทำแบบทดสอบได้เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าสมัครสอบหลาย ๆ รอบ ซึ่งหากรวมค่าเดินทางและเตรียมตัวสอบแล้วอาจจะทะลุหมื่นบาทได้

ความแตกต่างระหว่างเรียนเองกับสถาบันสอนภาษา

หลายคนที่มีความคิดจะเรียน IELTS  ยังคงสงสัยอยู่ว่าการอ่านหนังสือหรือเรียนด้วยตนเองกับ เรียนที่สถาบันสอนภาษาอะไรดีกว่ากัน??  ซึ่งการเรียนนั้น  ข้อดีที่เห็นได้อย่างชัดเจนของการเรียนที่สถาบันสอนภาษานั้นคือได้รับการถ่ายทอดความรู้โดยตรงกับอาจารย์ผู้ชำนาญในการทำข้อสอบและการติวสอบ IELTS รวมทั้งมี “เพื่อนร่วมเรียน” ที่อาจได้ช่วยกันจัดกลุ่ม IELTS ซึ่งเป็นการสภาพแวดล้อม หรือหากคุณต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายหรือไม่มีเวลาเดินทางไปศึกษาที่สถาบันสอนภาษาต่าง ๆ การอ่านหนังสือเตรียมสอบด้วยตนเองก็ยังคงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใครก็สามารถทำได้ โดยในปัจจุบันสถาบันสอบภาษาและติวสอบหลายแห่งจะมีหลักสูตรการสอนภาษาแบบทางไปรษณีย์หรือการส่งเอกสารหนังสือเตรียมสอบมาทางจดหมายเพื่อคุณจะสามารถอ่านหนังสือเตรียมสอบได้ตามขอบข่ายเนื้อหาที่สถาบันสอนภาษากำหนดไว้ วิธีการหรือหลักสูตรนี้ โดยทางสถาบันสอนภาษามักคิดค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าหลักสูตรที่ต้องใช้การเดินทางมาเรียนโดยตรง กับอาจารย์ผู้สอนที่สถาบันทั้งค่าเรียนและค่าเดินทางรวมทั้งเวลาที่เสียไปกับการเดินทางอีกด้วย

อาจจะต้องแลกมาด้วยความอดทนและมีวินัยในตัวเองของผู้เรียนด้วย  ซึ่งในความเป็นจริงนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเรียน IELTS กับสถาบันสอนภาษาหรือติวสอบ IELTS ควบคู่กับการศึกษาด้วยตนเองจากตำราหนังสือเตรียมสอบต่าง ๆ จึงจะได้ผลดีที่สุด หากแต่ถ้าคุณไม่มีเงินเพียงพอที่จะสมัครเรียนกับสถานบันสอนภาษาหรือติวสอบจริง ๆ ตำราการเรียนการสอน IELTS และตัวอย่างข้อสอบ แบบทดสอบต่าง ๆ ก็มีให้ศึกษาอยู่หลายช่องทางในปัจจุบันทั้งจากในระบบอินเทอร์เน็ตตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีการลงเนื้อหาให้ความรู้ในเรื่องการทดสอบภาษาอังกฤษด้วยระบบแบบทดสอบ IELTS หรือจะเป็นเอกสารหนังสือ  หนังสือเตรียมสอบ IELTS ที่มีวางขายอยู่มากมายตามท้องตลาดร้านหนัง สือ ไม่ว่าจะจัดทำโดยอาจารย์ชาวต่างประเทศเจ้าของภาษาอังกฤษตัวจริง  หรือตำราจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในภาษา อังกฤษ ซึ่งชาวไทยสามารถนำมาปรับปรุงและถ่ายทอดความรู้เป็นหนังสือให้ผู้อ่านที่เป็นนักศึกษาสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้โดยง่ายกว่าตำราจากเจ้าของภาษาซะอีก รวมทั้งตำราตลอดจนหนังสือที่มีการจัดทำขึ้นโดยสถาบันสอบภาษาและติวสอบต่าง ๆ ที่มีให้คุณเลือกซื้อหาเพื่อนำมาศึกษาด้วยตนเองมากมายหลากหลายเล่ม เพียงแต่คุณมีความอุตสาหะและอดทนพยายามศึกษาเท่านั้น ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


IELTS เพื่อการสอบนั้น จะแบ่งเป็น 9 ระดับด้วยกันเพียงแบ่งให้เห็นถึงระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เข้ารับการทดสอบอย่างชัดเจน การสอบ IELTS จะต้องมีทักษะความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน และจะต้องมีระดับทักษะความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษแบบมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามระเบียบแบบแผนทางภาษานั่นเอง   

วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การเรียนภาษาให้เก่ง

ยิ่งคุณรู้ศัพท์มากเท่าไหร่  ก็จะทำให้คุณสามารถพูดและเข้าใจได้มากขึ้นเท่านั้น เทคนิคในการจดจำคำศัพท์ ที่นิยมคือการพกการ์ดใบเล็กๆ ที่เขียนคำศัพท์ แบบที่มีคำแปลอยู่ด้านหลัง แล้วพกไปกับคุณทุกที่  ที่สำคัญในการเรียนภาษาคือจะต้องฝึกหัดอย่างจริงจัง อย่าแค่ท่องเอาไว้ในใจ ให้พูดหรืออ่านออกมาดังๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อจะได้ฝึกการอ่านออกเสียงของคุณให้เกิดความเคยชิน  และในส่วนของการทำการบ้านคือการฝึกฝนทักษะ ให้เป็นไปอย่างแม่นยำ จนทำให้กลายเป็นความชำนาญ และสามารถทำออกมาได้อย่างอัตโนมัติในที่สุด
               
เรียนให้มีประสิทธิภาพ
การเรียนภาษาให้เก่ง อาจจะต้องหาเวลาทบทวน และทำการบ้านบ่อยๆ ซึ่งสามารถฝึกพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนๆ เป็นประจำจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องให้กันและกันได้ แถมยังทำคุณจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย แล้วลองมองหาจุดอ่อนในการเรียนของตัวเองให้เจอ เพื่อที่จะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้  หากคุณเป็นคนเงียบๆ และไม่ค่อยมีส่วนร่วมในชั้นเรียนก็พยายามบังคับตัวเองให้เลือกที่นั่งแถวหน้าในห้องเรียนและหมั่นตอบคำถามหรือกล้าแสดงความคิดเห็นให้บ่อยขึ้น พยายามหาโอกาสในการใช้ภาษา เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการเรียนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเจ้าของภาษา หรือเช่าหนังที่พูดภาษานั้นๆ มาดูหรือ จะหาแฟนที่เป็นเจ้าของภาษานั้นก็ไม่เลวนะ.. ซึ่งการหันมาทุ่มความสนใจหรือพูดง่ายๆ ก็คือ หายใจเข้าออกก็ให้เป็นภาษานั้นๆ ไปเลย เห็นอะไรก็ให้พูดเป็นคำศัพท์หรือประโยคต่างๆ  ไปพร้อมกับการเรียนรู้ภาษานั้นๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างจริงจัง เต็มที่ถึงขนาดถึงขนาดถ้าฝันได้ก็อาจฝันเป็นภาษานั้นๆ ก็ดีเหมือนกันนะ

ทำลายกำแพงความกลัว
เพื่อทำลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคในการเรียนออกไปให้เร็วที่สุด หากมีปัญหาหรือติดขัดอะไร ก็ต้องสอบถามครูผู้สอนหรือเจ้าของภาษานั้นทันที พยายามอย่าให้ตัวคุณสะดุดอยู่นานเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจทำให้การเรียนเกิดความเบื่อหน่ายได้  ที่สำคัญอย่ากลัวพูดผิดเพราะความกลัวทำให้คุณไม่กล้า และการที่คุณพูดผิดก็ไม่ได้ทำให้โลกแตกหรอกนะ ดีไม่ดี คู่สนทนาอาจจะอยากช่วยเหลือคุณได้   ฝรั่งหลายคนเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วมากเวลาที่เค้ามาเที่ยวเมืองไทย นั่นเป็นเพราะมีความกล้านั่นเอง

หาตัวช่วยฝึกออกเสียง
สำเนียงการพูดอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าสำเนียงเป๊ะๆ  ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสาร ทำให้คู่สนทนาก็ฟังกันเข้าใจมากขึ้น เพราะบางครั้งการเรียนที่ยากนั้นอาจไม่ใช่แค่การเปล่งสำเนียงที่ยากหรือฟังยากเท่านั้น แต่การออกเสียงคำ จะต้องทำให้ถูกตามหลักด้วย ลองมองหาตัวช่วยเพื่อการออกเสียงที่ดี อย่างการใช้ทอล์คกิ้ง ดิคชันนารี หรือจะเปิดดิคบนเว็บแล้วกดรูปลำโพงเพื่อฟังเสียง หรือทางลัดอีกวิธีคือ หาเพื่อนชาวต่างชาติมาคุยด้วยซะเลย จะได้ฝึกการใช้ภาษาอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมานั่งอายเวลาออกเสียงด้วย และแม้คุณจะฝึกพูด แต่ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการฟังด้วย เพราะการฟังไม่ว่าจะเป็นจากคนที่คุณคุยด้วย หรือ การดูตามสื่อต่างๆ จะช่วยทำให้การเรียนของคุณรู้จังหวะการพูด การเลือกใช้คำพูดตามสถานการณ์ และที่สำคัญถ้าสนทนากับคนอื่นจริงๆ การฟังจะช่วยให้คุณคุยกันถูกเรื่อง ไม่ใช่สักแต่ว่าพูดกันคนละเรื่องจะทำให้คู่สนทนาเบื่อได้

ดูหนังฟังเพลงฝรั่งฝึกพูดฝึกร้องตาม
วิธีนี้เบสิคและน่าทำตามที่สุดสำหรับการเรียนและยังฝึกคนเดียวได้ด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฝึกพูดจริงๆ  ลองเลือกซื้อซีดีหนัง soundtrack ในแนวที่คุณชอบดู แรกๆ เปิดดูแบบมีซับไตเติ้ลไปก่อน รอบสองรอบสามก็ฟังแบบไม่มีซับและค่อยๆ ฝึกพูดตามเสียงที่ได้ยิน วิธีนี้น่าทำตามที่สุด เพราะเมื่อต้องการฝึกภาษาจริงๆ คุณสามารถกด pause เพื่อฝึกพูดตามได้นั่นเอง นอกจากนี้การดูคอนเสิร์ต หรือดูมิวสิควีดีโอเพลงฝรั่ง ที่บางเพลงอาจมีเนื้อร้องให้เราได้เห็นคำต่างๆ  ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้การเรียนภาษาสนุกมากขึ้น นอกจากจะได้รู้คำภาษาอังกฤษแล้ว ยังได้ร้องเพลงอีกด้วย ถือว่าเป็นการเรียนที่ผ่อนคลายมากๆ วิธีหนึ่ง หากทำเป็นประจะทำให้คุณรู้สึกรักเรียนมากขึ้น
 

แนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษทุกวันๆ ละ 10 นาที  จะดีมากๆ  หากคุณเรียนภาษามากกว่า 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และนำไปใช้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้อยู่ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษก็ตาม แต่ก็ยังมีวิธีอีกมากมายที่จะทำให้การเรียนภาษา ต่างประเทศ มีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของคุณได้ ชอบวิธีไหน ถนัดวิธีไหน ลองไปฝึกกันเพราะการเรียนภาษาที่สามให้เก่ง ไม่ได้ฝึกกันวันสองวัน และจะไปซื้อที่ไหนก็ไม่มีขาย อยากได้ต้องฝึกกันเอง บางคนเสียตังค์ไปหลายหมื่นแต่ไม่มีความพยายามพอก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน ในขณะที่บางคนไม่ได้ควักกระเป๋าสตางค์สักบาท แต่สู้อุตส่าห์หาความรู้ด้วยวิธีต่างๆ ก็สามารถทำให้ตัวเองเก่งได้ จะบอกว่าบางครั้งวิธีการ ไม่สำคัญเท่ากับการมีความพยายาม แต่หากมีวิธีการที่ดีและมีความพยายามที่มากพอ เชื่อว่ามันจะออกมาดีมาก